Paper Circuit

Paper Circuit
Meta me : 2(.5)D old fashioned light bulb from LED

หลังจากด้อมๆมองๆมาหลายทีก็ได้เวลามาลองทำ Paper Circuit ดูซะที เอาจริงไม่อยากอย่างที่เอาไว้เลย
ขอให้ทุกคนลองไปเล่นกันนะฮะ :)

watt05.gif

เอาจริงๆ Paper Circuit ก็คือการต่อวงจรไฟฟ้ากระแสตรงแบบง่ายๆที่เราเรียนตอนเด็กๆนั่นแหละ และที่ Paper Circuit ต้องกระแสไฟที่โวลต์ต่ำก็เพราะเราต่อทุกอย่างบนกระดาษหรือการ์ดบอร์ดนั่นเอง อุปกรณ์ที่ต้องมีและน่าสนใจหน่อยก็คือ conductive tape / thread / ink ที่เราจะเป็นตัวนำกระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่แทนสายไฟเท่านั้นเอง โดยอุปกรณ์พวกนี้สามารถสั่งซื้อได้ทาง amazon หมดเลย มีหลายแบบให้เลือกตามทั้งเทปแบบ copper หรือเทปแบบผ้านำไฟฟ้า ด้ายเงินหรือด้าย copper หมึกเองก็มีตัวนำไฟฟ้าให้เลือกหลายแบบ ราคาและความสามารถนำไฟฟ้าแตกต่างกันไป ถ้าเพิ่งเริ่มเล่นก็ลองเอาตัวถูกๆมาลองก่อนก็ได้ แต่เอาจริงๆตัวนำไฟฟ้า conductive พวกนี้ก็ไม่มีอะไรแพงมากหรอกนะ

ลองคิดดีไซน์ออกมาว่าอยากทำอะไรและใช้ตัวนำไฟฟ้าแบบไหนถึงจะเหมาะที่สุดก่อนจะสั่งซื้อของก็ได้ จากนั้นก็ค่อยๆลองวาด circuit แบบง่ายๆดูก่อนให้เข้าใจว่าเราจะต่ออะไรไปทางไหน แล้วพอของมาส่งก็ลงมือประกอบได้เลย! รับรองว่าสนุกและไม่ยากเลยจริงๆ

 concept : Idea Bulb

concept : Idea Bulb

 Very meta me : 2(.5)D Paper Light Bulb from LED :P

Very meta me : 2(.5)D Paper Light Bulb from LED :P

สำหรับเราที่อยากลองทำหลอดไฟกระดาษเล่นจากไฟ LED ( ไอเดียเริ่มต้นคือมากจากภาพวาดตอนเด็กๆที่เวลาคิดอะไรออกแล้วจะมีหลอดไฟมาสว่างวาบบนหัวนั่นเอง 555 ) ลองแล้วใช้เวลาทำทั้งหมดสองชั่วโมงถ้วนด้วยการไม่วางแผนให้ดี ทำไปเปลื่ยนดีไซน์ไป แต่ก็เพลินดีเหมือนกันนะ ตอนนี้กำลังวางแผนว่าอยากทำหิ่งห้อยตัวเล็กๆอยู่ แต่ว่ายังไม่สามารถจบดีไซน์ตัวแบบในหัวได้เลยยังไม่เริ่มเสียที

ใครลองทำแล้วก็มาแชร์กันบ้างนะฮะ :)

 

Songkran Festival : Thai Artist in New York (TANY)

ตามไปดูบรรยากาศของกลุ่มคนทำงานศิลปะและงานสร้างสรรค์ชาวไทยในนิวยอร์ค

หลังจากปีที่แล้วที่เราได้แนะนำให้รู้จักกับกลุ่ม TANY หรือ Thai Artist in New York เป็นครั้งแรกจากการตามไปดูเทศกาลศิลปะและวัฒนธรรมที่กลุ่ม TANY จัดขึ้นบนถนน Woodside Avenue ในเขตควีนส์ซึ่งเป็นย่านศูนย์รวมคนไทยในนิวยอร์ค หนึ่งปีผ่านไป TANY เป็นอย่างไรกันแล้ว งานเทศกาลศิลปะและบรรยากาศของกลุ่มคนทำงานศิลปะและงานสร้างสรรค์ชาวไทยในนิวยอร์คปีนี้เป็นอย่างไรและเขาทำอะไรกันบ้าง มาตามไปดูกัน!

tany-2.jpg

What is a point? 

งานเทศกาลศิลปะที่จัดโดยคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบและรักในงานศิลปะและงานสร้างสรรค์ชาวไทยในนิวยอร์คครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้ธีม “What is a point?” เพื่ออธิบายจุดเริ่มต้นและกิจกรรมที่ผ่านมาของ TANY ไปจนถึงจุดมุ่งหมายของกลุ่มที่ต้องการเป็นจุดเชื่อมให้คนทำงานศิลปะและสร้างสรรค์ได้มาพบปะกัน เป็นพื้นที่ในการช่วยสร้างบทสนทนาระหว่างคนทำงานสร้างสรรค์ด้วยกันเองเพื่อสร้างให้เกิดแนวคิดและน้ำเสียงใหม่ๆแก่วงการศิลปะและงานสร้างสรรค์ต่อไป โดยในงานได้แบ่งพื้นที่จัดกิจกรรมเป็นเป็นหลายส่วนตามธีม “What is a point? : It’s the Point of Everything”

Point of Origin : จุดเริ่มต้นและความเป็นมาของ TANY

งานเทศกาลครั้งนี้จัดขึ้นในช่วงใกล้กับวันสงกรานต์หรือถือได้ว่าเป็นช่วงเริ่มต้นปีใหม่ของไทย อีกทั้งยังอยู่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิอันเป็นการเริ่มต้นใหม่ของปี โดยกิจกรรมส่วนนี้เป็นส่วนที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่ม เช่นและนิทรรศการที่ TANY ได้จัดขึ้นแล้วอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 1 ปีที่ Suger Club Cafe and Art Space ในย่าน Elmhust โดยในบูธมีทั้งการจัดกิจกรรมการเล่นสอยดาวเพื่อรับของรางวัลจากศิลปินที่มาร่วมงาน และการให้ผู้ร่วมงานเข้ามาเพ้นท์ตัวอักษร T A N และ Y ที่ทางกลุ่มทำขึ้นเป็นกิมมิคเล็กๆให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถเจิมอวยพรปีใหม่ให้กับ TANY ในปีต่อไปได้ด้วยนั่นเอง 

Point of View : จุดแสดงงานศิลปิน 

ในปีนี้มีศิลปินมาเข้าร่วมแสดงงานอย่างหลากหลาย ตัวอย่างเช่น Mixed Media Art จาก บุ้ง กมลชนก ผลงาม ศิลปินที่ย้ายมาอยู่นิวยอร์คได้กว่าสองปีแล้ว งาน Video Installation จากคู่รักอาร์ทติสชาวไทยและไต้หวันอย่าง เบส สุทธิดี ปิยะโยธิน และ โรเบิร์ต ฟาน ที่เพิ่งได้รับคัดเลือกให้เข้าเป็นเรสซิเดนซี่ที่บรู้คลิน และงาน Conceptual piece จาก แจน สุพิชฌาย์ ดอนศรีจันทร์ หรือ Jay’s Paper ที่ได้เข้าร่วมงานกับ TANY อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่สองแล้ว เป็นต้น

Point of Sharing : จุดพื้นที่เวิร์คชอป 

ในส่วนนี้มีศิลปินเข้าร่วมเวิร์คชอปด้วยการวาดภาพพอร์ทเทรทเป็นจำนวนมาก ทั้งจากสองอิลัสเตรเตอร์สุดป้อปที่มีคนต่อคิวรอภาพพอร์ทเทรทจากทั้งคู่จนแทบไม่ได้วางมืออย่าง SUNTUR - https://www.facebook.com/suntur.studio/ และ Gongkan - https://www.facebook.com/gongkanstudio/

ศิลปินพ่อลูกอ่อนผู้วาดภาพด้วยเครื่องพิมพ์ดีดอย่าง นัท ณัฐวุฒิ สิริเดชชัย และศิลปินวาดภาพแนวทดลองอย่าง แซค พีรดนย์ รพีพันธดนย์ นอกจากนี้ส่วนเวทีการแสดงยังมีโชว์จากกลุ่มนักเต้นอย่าง Pearrie Hammie - https://www.facebook.com/pearriehammie/ และเพื่อนอีกด้วย


ตามไปคุยต่อกับ TANY ได้ที่ไหน

ผู้ที่สนใจมาร่วมกับกลุ่ม TANY ทั้งโปรเจคในและนอกนิวยอร์คสามารถติดต่อได้ันทีที่เฟซบุ๊กเพจ TANY Thai Artists in New York - https://www.facebook.com/thaiartists.nyc/ และเข้ามาจอยเฟซบุ๊กกลุ่ม Thai Artists in New York - https://www.facebook.com/groups/tany.nyc/ เพื่อพูดคุยและอัพเดทเรื่องศิลปะกันได้อย่างไม่จำกัดไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนบนโลก นอกจากนี้ยังสามารถเข้าไปชมผลงานนิทรรศการที่ผ่านมาของ TANY และรู้จักกับสตาฟเพิ่มเติมได้ที่บ้านหลักของ TANY ที่เวปไซต์ tany.nyc - www.tany.nyc

Thailand Update 2018 : Towards Thailand 4.0?

Thailand Update 2018 : Towards Thailand 4.0 ? 

เมื่อวันอังคารที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมามีการจัดสัมมนาวิชาการเกี่ยวกับประเทศไทยขึ้นในหัวข้อ “Thailand Update 2018 : มุ่งหน้าสู่ประเทศไทย 4.0?” ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา โดยการสัมมนาเนื้อหาแบ่งเนื้อหาออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ นโยบายต่างประเทศ ทิศทางการเมืองที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง เศรษฐกิจและนโยบายสาธารณะ และส่วนสุดท้ายพูดถึงบริบทโดยรอบทางนโยบายและการเมืองไทยในปัจจุบัน 

หลังจากรัฐบาลทหารภายใต้การนำของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชาได้นำเสนอนโยบาย Thailand 4.0 ขึ้นในปี 2559 เพื่อใช้เป็นยุทธศาสตร์ที่มุ่งเปลื่ยนแปลงเศรษฐกิจของชาติด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ โดยแม้รัฐบาลจะพยายามโปรโมทและตั้งเป้าให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ความเป็น 4.0 นี้ให้ได้แต่ในขณะเดียวกันก็อาจจะยังประชาชนส่วนหนึ่งซึ่งยังไม่เคยได้ยิน หรือเข้าใจว่า Thailand 4.0 นี้หมายถึงอะไรกันแน่ การสัมมนาครั้งนี้จึงมีเนื้อหาหลักมุ่งเน้นและทำความเข้าใจประเทศไทยในบริบทของ “Thailand 4.0” 

Screen Shot 2018-10-05 at 3.53.26 AM.png

ส่วนแรกของการสัมมนาเป็นการอภิปรายในส่วนของนโยบายต่างประเทศ โดยมีผู้ร่วมอภิปรายสองท่านได้แก่ ดร.อภิชัย ชิปเปอร์ ( Apichai Shipper, Foreign Service Institute ) และ เพตรา เดสซาโทวา นักศึกษาปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยลีดส์ ( Petra Desatova, School of Politics and International Studies, University of Leeds ) โดยอภิชัยเป็นผู้เริ่มการอภิปรายคนแรกในหัวข้อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศซึ่งแบ่งย่อยออกอีกสามส่วน คือ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยกับอาเซียน จีน และสหรัฐอเมริกา 


ความสัมพันธ์ไทยกับต่างชาติ

ความสัมพันธ์ไทยกับอาเซียน : จากก่อนหน้านี้ที่ประเทศไทยมุ่งหวังจะเป็นผู้นำอาเซียน แต่ด้วยสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันของไทยที่ตกต่ำลง ประกอบกับภูมิภาคอาเซียนเองก็กำลังอยู่ในช่วงที่สมาชิกหลายประเทศในยังมีปัญหาภายในจึงทำให้ไทยไม่ได้มีการดำเนินนโยบายหรือยุทธศาสตร์ใหม่ๆใดร่วมกับชาติอาเซียนมากนัก โดยอภิชัยให้ความคิดเห็นว่าปัจจุบันประเทศไทยพึงพอใจกับภาพลักษณ์ของตนที่ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างประชาอาเซียนกับสหประชาชาติ โดยยกตัวอย่างกรณี นาย สุรเกียรติ เสถียรไทย ประธานคณะมนตรีเพื่อสันติภาพและความปรองดองของเอเชีย ( APRC ) ที่ได้ทำการเข้าพบนางอองซาน ซูจี เพื่อแสดงความคิดเห็นเรื่องกระบวนการเปลื่ยนผ่านสู่การปรองดองในพม่าและเสนอรายงานเกี่ยวกับข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาในรัฐยะไข่ของคณะกรรมาธิการสหประชาชาติเมื่อปี 2560 ผ่านมา ซึ่งปัญหามุสลิมโรฮิงยาในรัฐยะไข่นี้เป็นปัญหาหลักที่ประชาคมอาเซียนถูกจับตามองจากชาวต่างชาติ

ความสัมพันธ์ไทยกับจีน : ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนในภาพรวมมีความเน้นแฟ้นขึ้นอย่างต่อเนื่องและโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังรัฐประหาร 2557 และหลังการขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ แต่อย่างไรก็ตามไทยกำลังเผชิญปัญหาจากการถูกเอาเปรียบจากแผนพัฒนาลุ่มน้ำโขงของจีนที่ต้องทำการระเบิดร่องน้ำเพื่อขยายพื้นที่ให้เรือพาณิชย์ขนาดใหญ่สามารถเดินทางผ่านได้ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพแวดล้อมและชุมชมริมฝั่งแม่น้ำ โดยอภิชัยเห็นว่าโครงการดังกล่าวจีนจะได้ผลประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว เนื่องจากไทยไม่สามารถนำเรือสินค้าล่องสวนเข้าไปในจีนในเส้นทางเดียวกันได้และถึงพื้นที่ดังกล่าวบางส่วนยังเป็นพื้นที่ทับซ้อนที่ไทยยังมีปัญหาเรื่องเขตแดนกับลาวอยู่อีกด้วย

ความสัมพันธ์ไทยกับสหรัฐอเมริกา : หลังการรัฐประหารเมื่อปี 2557 ประเทศไทยถูกสหรัฐอเมริกาลดความสัมพันธ์และกดดันให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาในเรื่องสิทธิมนุษยชนจากรัฐบาลโอบาม่า แต่ความกดดันดังกล่าวค่อยๆผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัดภายหลังการขึ้นสู่ตำแหน่งของทรัมป์เมื่อปี 2560 โดยทรัมป์ได้ทำการเชิญ พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา เข้าร่วมการประชุมที่ทำเนียบขาวเมื่อตุลาคมที่ผ่านมา นอกจากนี้แนวโน้มการผ่อนคลายความกดดันยังเห็นได้จากการที่รัฐมนตรีต่างประเทศ เร้กซ์  ไทเรลซัน (Rex Tillerson) ได้เดินทางมาเยือนประเทศไทยเป็นครั้งแรก โดยถือเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงฝ่ายสหรัฐฯที่เดินทางมาไทยตั้งแต่หลังการเกิดรัฐประหาร 

ท้ายสุดอภิชัยได้ทำการสรุปเปรียบเทียบความสัมพันธ์ของไทยระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกาไว้ว่าเป็นเหมือนนางวันทองที่ไม่สามารถเลือกใครได้ระหว่างขุนช้างและขุนแผนเนื่องจากทั้งจีนและสหรัฐอเมริกาล้วนยังมีผลประโยชน์ อำนาจ และอิทธิพลที่สำคัญต่อประเทศของไทยในอนาคต 

Screen Shot 2018-10-05 at 3.53.46 AM.png

ส่วนที่สองในหัวข้อนโยบายต่างประเทศเป็นของ เพตรา เดสซาโทวา นักศึกษาปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยลีดส์ ซึ่งนำเสนอการวิจัยในหัวข้อ Thailand 4.0

Thailand 4.0 :  โครงการการสร้างภาพลักษณ์หลังรัฐประหารของรัฐบาลทหาร

เพตราเริ่มการอภิปรายด้วยการอธิบายที่มาของความต้องการในพยายามเสริมสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของรัฐบาลทหารโดยตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลทหารครั้งนี้เป็นรัฐบาลทหารที่ยาวนานและการรัฐประหารทำให้สังคมไทยมีความแตกแยกอย่างรุนแรงซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทยทั้งภายในและนอกประเทศอย่างเห็นได้ชัด รวมไปถึงภัยธรรมชาติต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาสามสี่ปีที่ผ่านมาก็ยิ่งทำให้สภาพคล่องทางเศรษฐกิจกลับมาดีขึ้นได้ยาก จึงมีความจำเป็นอย่างมากที่รัฐจะต้องนำเสนอนโยบายเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจของชาติ

เพตราตั้งข้อสังเกตว่าการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในช่วงก่อนและหลังรัฐประหารมีการเปลื่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด โดยการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยช่วงก่อนรัฐประหารเป็นการเน้นความทันสมัยสะดวกสบายสำหรับนักลงทุนต่างชาติ และสนับสนุนธุรกิจท้องถิ่นให้เพิ่มมูลค่าสินค้าจากความคิดสร้างสรรค์ ในขณะที่การสร้างภาพลักษณ์ของชาติหลังรัฐประหารกลับมาเน้นที่ความสงบและมั่งคงของชาติ และทิศทางเศรษฐกิจแบบพอเพียงเพื่อความยั่งยืน

แม้ Thailand 4.0 ที่รัฐบาลพยายามอธิบายต่อคนไทยจะหมายถึงนโยบายการมุ่งสู่ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจโดยเน้นการพัฒนาทางด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ ให้ทันกับยุคสมัยที่เปลื่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน แต่รัฐกลับไม่มีการนำเสนอนโยบายหรือโครงใดที่แน่ชัดทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงที่ค่อนข้างจะสวนทางกับการพัฒนาเศรษฐกิจในภาพอุสาหกรรมใหญ่ โดยรัฐได้นำเสนอเพียงว่าการมุ่งไปสู่การเป็น Thailand 4.0 นั้นจะเกิดขึ้นได้เมื่อใช้แนวทาง “สานพลังประชารัฐ” มุ่งเน้นให้ทุกส่วนของสังคมขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันโดยมีเทศโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ICT)เป็นตัวเชื่อมและช่วยในการขับเคลื่อนสังคม โดยผลการทำวิจัยของเพตรามีข้อสรุปความคิดเห็นของประชาชนต่อ Thailand 4.0 ว่าค่อนข้างมีความแตกต่างกันมาก(ในทีนี้คือพูดถึงเพียงแง่นโยบาย Thailand 4.0 ไม่นับไปถึงความเชื่อมั่นของประชาชนต่อตัวรัฐบาลคสช. เอง)เช่น ประชาชนในภาคเหรือและภาคใต้ค่อนข้างมีความเห็นด้วยกับนโนบาย Thailand 4.0 ในขณะที่ประชาชนในพื้นที่ภาคกลางและภาคอีสานค่อนข้างกังขาและไม่เชื่อมั่นกับนโยบายนี้

เพตราตั้งข้อสังเกตท้ายสุดโดยสรุปว่า Thailand 4.0 นอกจากจะเป็นแนวนโยบายทางเศรษฐกิจแล้วอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของ soft power tool ของรัฐที่ใช้เพื่อสร้างความสมานฉันท์ในภาคประชาสังคม มุ่งสร้างความภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือให้พลเอกประยุทธ์และรัฐบาลคสช.และเตรียมให้ประชาชนพร้อมรับกับความเปลื่ยนผ่านที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปในประเทศอย่างสงบ โดยมุ่งเปลื่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรมของคนในชาติเองมากกว่าที่จะเป็นนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจอย่างแท้จริง



ส่วนที่สองของการสัมมนาเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับทิศทางการเลือกตั้งนำโดย ผศ.ดร. พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์  อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ดร. อัลเลน ฮิคเกนส์ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเสตท-ฟูลเลอร์ตัน ( California State University-Fullerton )

โร้ดแมปสู่ประชาธิปไตยของไทย : วิกฤตและการเปลื่ยนผ่าน

Screen Shot 2018-10-05 at 3.53.54 AM.png

พิชญ์เริ่มการสัมมนาส่วนที่สอง “โร้ดแมปสู่ประชาธิปไตยของไทย : วิกฤตและการเปลื่ยนผ่าน” โดยพูดถึงภาพรวมของรัฐบาลคสช.ที่กำลังเข้าสู่การปกครองประเทศเป็นปีที่ 4 ซึ่งนับเป็นรัฐบาลทหารที่ยาวนานเป็นอันดับที่สองตั้งแต่เกิดการรัฐประหารขึ้นในประเทศไทยโดยเป็นรองแค่เพียงรัฐบาลสฤษดิ์-ถนอมเท่านั้น ซึ่งถึงแม้โร้ดแมปการเลือกตั้งของไทยจะถูกกล่าวถึงเสมอเมื่อพลเอกประยุทธเข้าร่วมการประชุมกับผู้นำต่างชาติ แต่โร้ดแมปดังกล่าวก็ถูกเลื่อนมาเรื่อยๆตั้งแต่ปี 2558 มาจนถึงปัจจุบันที่คาดว่าน่าจะถูกจัดขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2562 

พิชญ์กล่าวว่าการเลื่อนระยะเวลาการจัดการเลือกตั้งของคสช.อาจมีความเป็นไปได้จากหลายเหตุผล โดยอาจจะเกิดจากรัฐบาลทหารที่ยังคงการต้องรักษาอำนาจไว้และไม่ได้มุ่งหวังให้การเปลื่ยนผ่านทางการเมืองโดยการเลือกตั้งครั้งนี้มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และในขณะเดียวกันแรงกดดันจากภาคสังคม ทั้งจากพรรคการเมืองและประชาชนที่ต้องการให้เลือกตั้งก็ยังไม่มีความแข็งแรงพอที่จะกดดันรัฐบาลให้กำหนดการเลือกตั้งได้ มิหนำซ้ำประชาชนบางกลุ่มก็ยังคงเห็นด้วยกับการที่รัฐบาลทหารภายใต้การนำของพลเอกประยุทธยังคงบริหารประเทศเสียด้วยซ้ำ ซึ่งอาจารย์พิชญ์กล่าวโดยสรุปสุดท้ายว่าการเลื่อนตั้งของไทยจะยังถูกเลื่อนไปเรื่อยๆแบบไม่มีกำหนดเพื่อรักษาอำนาจของรัฐบาลคสช.ไว้เนื่องจากยังไม่มีแรงกดดันใดๆที่มากพอ และทำนายผลการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นไม่ว่าจะเมื่อใดก็ตามไว้ด้วยว่าไม่ว่าอย่างไรก็ตามพรรคเพื่อไทยของนายทักษิณ ชินวัตร ก็จะชนะการเลือกตั้งอย่างแน่นอน เพียงแต่จะไม่สามารถได้ absolute majority เพื่อตั้งรัฐบาลได้ ซึ่งจะส่งผลให้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคอื่นๆมีอำนาจเข้ามาต่อรองในการจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคของนายทักษิณหรือคนของคสช. เองมากกว่า


จับตาการเลือกตั้ง : ความเป็นไปได้และโอกาสของแต่ละพรรคการเมือง 

Screen Shot 2018-10-05 at 3.54.05 AM.png

การอภิปรายต่อมาเป็นส่วนวิเคราะห์การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นโดย ดร. อัลเลน ฮิคเกนส์ โดยดร.อัลเลนเริ่มจากแสดงความคิดเห็นว่าโร้ดแมปเลือกตั้งของไทยอาจจะจะถูกเร่งหรือเลื่อนออกไปได้จากหลายสาเหตุ เช่น การประท้วง การยังไม่สามารถตกลงทางอำนาจกันได้ระหว่างคสช.กับขั้วอำนาจอื่นๆ และพิธีการที่เกี่ยวข้องกับราชวงศ์ทั้งหลาย เช่นการขึ้นครองราชย์ของรัชกาลที่ 10 หรือแม้แต่กระทั่งพระอาการประชวรของสมเด็จพระราชินี ซึ่งการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนี้อัลเลนคาดว่าจะเป็นการเลือกตั้งที่พรรคเพื่อไทยอาจจะมีคะแนนเสียงข้างมากลดน้อยลงด้วยการออกแบบกฎหมายเลือกตั้งโดยยกตัวอย่างกราฟเปรียบเทียบคะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทยที่ลดลงจากการออกแบบการเลือกตั้งแบบใหม่ โดยแนวทางการวิเคราะห์ค่อนข้างไปในทางเดียวกันกับการวิเคราะห์ของอาจารย์พิชญ์ คือพรรคเพื่อไทยน่าจะยังได้เสียงข้างมากจากการเลือกตั้งแต่จะไม่สามารถได้ absolute majority เพื่อตั้งรัฐบาลได้ ส่งผลให้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคอื่นๆ( ซึ่งอาจจะมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะมีพรรคของคสช.เข้าสู่การเลือกตั้งด้วยก็ได้?)เป็นตัวร่วมกำหนดอนาคตของรัฐบาล ซึ่งสามารถเปิดโอกาสให้มีการเลือกนายกคนนอกเข้ามาเป็นผู้นำรัฐบาลได้ 

โดยถึงแม้ว่าในช่วงเดือนที่ผ่านมาจะมีพรรค การเมืองใหม่ๆเริ่มเข้ามาจดทะเบียนตั้งพรรคมากและขึ้นทำให้สถานการณ์การเมืองครึกครื้นขึ้นบ้างในประเทศไทย  แต่อัลเลนกลับให้ข้อคิดเห็นว่าคงเป็นการยากมากที่พรรคเล็กๆจะสามารถผ่านระบบการเลือกตั้งแบบใหม่นี้ไปได้จนถึงได้ที่นั่งในสภา และกล่าวโดยสรุปว่าการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่จะมาถึงนี้ก็ยังน่าจะเป็นการจัดการตกลงกันทางอำนาจของกลุ่มอำนาจเก่าเดิมในประเทศไทยนั่นเอง



การสัมมนาช่วงที่สามเริ่มขึ้นในช่วงบ่าย นำโดย อาจารย์อาวิภาวี ศรีทองรุ่ง จากมหาวิทยาลัยวิชิทตาสเตท และอาจารย์ นภนต์ พุ่มมา อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งทั้งสองได้นำเสนองานวิจัยในหัวข้อเศรษฐกิจและนโยบายสาธารณะ

Thailand 4.0 : รัฐบาลแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเดิมด้วยวิธีใหม่หรือไม่ ?

งานวิจัยของอาจารย์อาวิภาวีศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างการเติบโตของ GDP และ ปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้อง อาทิ ทุน แรงงาน การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และ มาตรวัดระดับการคอร์รัปชัน ใน 4 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และไทย โดยในงานวิจัยชิ้นนี้อาวิภาวีได้เลือกใช้วิธี Panel Regression ในการศึกษาความสัมพันธ์ดังกล่าว รวมทั้ง Solow Model ในแง่ของความสำคัญของทุนต่อการเจริญเติบโตของ GDP ด้วย ซึ่งจากผลการวิจัยนี้อาวิภาวีพบว่าปัจจัยที่สำคัญของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมีหลายส่วน โดยปัจจัยเหล่านี้อาจไม่ใช่ทุนในประเทศแต่เป็นการลดลงของการคอร์รัปชัน การพัฒนาทรัพยากรบุคคล และการเพิ่มระดับความเท่าเทียมกันทางสังคม ซึ่งอาวิภาวียังพบว่าการลดลงของการคอร์รัปชั่นตามดัชนีวัดระดับคอร์รัปชั่นของมหาวิทยาลัย Sherpps Ghent เพียงหนึ่งหน่วยสามารถเพิ่ม GDP ของชาติได้ถึงราวร้อยละ 2.6 

การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ก็สำคัญเช่นเดียวกันต่อการเพิ่มขึ้นของ GDP อาวิภาวีจึงศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่าง GDP ต่อการใช้จ่ายของภาครัฐต่อการพัฒนาสาธารณสุขและการใช้จ่ายของภาครัฐต่อภาคการศึกษาด้วยและก็ได้พบถึงความสัมพันธ์ในแง่บวกของการเจริญเติบโตของ GDP และการใช้จ่ายทั้งสองด้านด้วยเช่นเดียวกัน อาวิภาวีจึงสรุปว่าปัจจัยที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ อาจหนีไม่พ้นการลดการคอร์รัปชัน การเพิ่มความเท่าเทียมกันของคนในสังคมและการเพื่มการใช้จ่ายภาครัฐเพื่อการพัฒนาคุณภาพสาธารณสุขและการศึกษาของทั้งประเทศ


ความเข้าใจที่หลายหลากต่อ “Thailand 4.0 : ความขัดแย้งที่ยังถูกไม่เปิดเผย

อาจารย์นภนต์ได้เล่าถึงงานวิจัยของตนที่เกิดจากการสัมภาษณ์บุคลากรของภาครัฐและภาคเอกชนถึงความคิดเห็นส่วนตัวต่อนโยบาย Thailand 4.0 โดยใช้กรอบความคิดจากทฤษฎี Cooperative Game โดยมองว่า หากประชาชนคล้อยตามแนวคิดดังกล่าวไปด้วยกัน ผลลัพธ์ที่ได้คือการร่วมแรงร่วมใจไปในทางเดียวกันจะทำให้ประโยชน์ที่ประชาชนได้มีมากขึ้น โดยตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลต้องการให้ประชาชนสร้างแนวคิดที่คล้ายๆกันเพื่อการขับเคลื่อนของประเทศภายใต้แนวคิด Thailand 4.0 

จากการสัมภาษณ์ของนภนต์ต่อบุคคลในหลายภาคส่วน ทำให้นภนต์เห็นถึงความไม่เป็นรูปธรรมของนโยบายเนื่องจากผู้ถูกสัมภาษณ์หลายคนไม่สามารถกล่าวถึงนโยบายที่ชัดเจนของรัฐบาลต่อการพัฒนาทางเทคโนโลยีได้ ซึ่งการค้นพบครั้งนี้สอดคล้องกับหลักฐานที่ได้จากการตรวจสอบส่วนตัวของนภนต์เองต่อเอกสารที่ทางรัฐบาลได้แจกจ่ายต่อภาครัฐต่างๆ โดยเอกสารเหล่านี้มีลักษณะเป็นเพียงข้อสรุปของหน่วยงานต่างๆที่นำมารวมเล่นกันเท่านั้น แต่เอกสารดังกล่าวขาดเอกภาพในแง่ของการนำเสนอนโยบายที่ขับเคลื่อนไปพร้อมกัน 

การสัมมนาช่วงสุดท้ายเป็นเรื่องโดยรอบเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลคสช. นำโดย เพ็ญจันทร์ โพธิ์บริสุทธิ์อาจารย์ด้านนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอเนียร์สเตท - ฟูลเลอร์ตัน ( California State University-Fullerton ) และ ดันแคน แมคคาโก ( Duncan McCargo ) อาจารย์รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย 

และผู้ผลักดันให้เกิดการสัมมนาวิชาการ Thailand Update 2018 ขึ้นในครั้งนี้


นโยบายด้านมีเดียและเทคโนโลยีของรัฐบาลคสช.สู่ Thailand 4.0

อาจารย์เพ็ญจันทร์เริ่มการสัมมนาในช่วงสุดท้ายด้วยการนำเสนอชาร์ท Digital Evolution Index (DEI) ซึ่งประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 40 จาก 60 ประเทศ ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดว่าประเทศไทยยังคงตามหลังประเทศอื่นๆในด้านสื่อดิจิตอลและต้องการการปรับปรุงเปลื่ยนแปลนด้านดิจิตอลเพื่อเข้าสู่ยุค Thailand 4.0 ตามวิสัยทัศน์ของรัฐบาลเป็นอย่างมาก

เนื่องด้วย Thailand 4.0 เป็นนโยบายที่ต้องการเน้นการพัฒนาอันเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีการสื่อสารและสื่อมวลชนโดยตรง รัฐบาลคสช.จึงมีนโยบายมุ่งปฎิรูปสื่อด้วยการตั้งคณะกรรมการเพื่อออกกฎหมายควบคุมและปฎิรูปสื่อออกมา โดยกฎหมายปฎิรูปสื่อดังกล่าวแทนที่จะมีเนื้อหามุ่งส่งเสริมการทำงานของสื่อมวลชนแต่กลับขัดกับสิทธิเสรีภาพของสื่ออย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น การบังคับให้สื่อมวลชนต้องมีใบประกอบวิชาชีพที่ออกโดยองค์กรที่รัฐเป็นผู้จัดตั้ง และทำหน้าที่สื่อตามจริยธรรมและข้อกำหนดที่เข้มงวดของรัฐบาล เป็นต้น

Screen Shot 2018-10-05 at 3.54.16 AM.png

นโยบายเกี่ยวกับการควบคุมโซเชี่ยลมีเดียของรัฐก็ยังเป็นไปอย่างเคร่งครัดเช่นกัน โดยรัฐบาลพยายามออกกฎหมายให้ผู้ใช้งานโซเชียลมืเดียต้องผ่านการแสกนลายนิ้วมือและใบหน้า มีการมอนิเตอร์ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียโดยรัฐตลอดเวลา นอกจากนี้ยังออกข้อห้ามไม่ให้ติดตามหรือติดต่อกับผู้ที่มีความเห็นต่อต้านกับรัฐบาลคสช.อีกด้วย โดยในทีนี้ยังไม่ต้องกล่าวถึงกฎหมายมาตรา 116 และ มาตรา 44 ที่รัฐสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมสื่อได้อย่างเสรีเลยเสียด้วยซ้ำ ซึ่งอาจารย์เพ็ญจันทร์กล่าวทิ้งท้ายโดยสรุปจากข้อสังเกตจากนโยบายปฎิรูปสื่อทั้งหลายที่ออกมาใหม่ว่ามีความชัดเจนเป็นอย่างมากที่รัฐบาลคสช.ยังต้องการจะรักษาอำนาจของรัฐต่อไปหลังการเลือกตั้ง 


Not a Deep State : การเมืองและการปกครองในช่วง Late-Reign ของประเทศไทย

การสัมมนาในช่วงสุดท้ายเป็นการสนทนาถึงแนวความคิดของอาจารย์ดันแคนที่ว่าประเทศไทยแท้จริงน่าจะแล้วเป็นการปกครองซึ่งใช้ระบบ Network Monarchy มากกว่า Deep State โดยอาจารย์ดันแคนได้อธิบายแนวคิดของระบบ Network Monarchy อย่างสั้นๆด้วยคำว่า “มันมาเอง” โดยยกตัวอย่างว่าถ้าอาจารย์อยู่ที่บ้านอาจารย์ก็จะต้องซื้อกาแฟมาดื่มเอง แต่ถ้าอาจารย์มาทำงานก็จะมีลูกศิษย์หรือผู้ช่วยสอนซื้อมาให้ ซึ่งกาแฟในที่นี้ก็คือตัวแทนของอำนาจที่อาจารย์จะได้รับมาในบริบทความหมายของคำว่า “มันมาเอง” ของระบบ Network Monarchy นั่นเอง

อาจารย์ดันแคนได้อธิบายเพิ่มเติมต่ออีกว่า Network Monarchy จะมีการทำงานของกลุ่มอำนาจอย่างหลวมๆไม่มีระเบียบแบบแผนที่ชัดเจนแบบระบบ Deep State โดยยกตัวอย่างกรณีการถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งของนายสมัคร สุนทรเวช และ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาเป็นตัวอย่าง

แนวความคิดเกี่ยวกับระบบ Network Monarchy นี้เป็นแนวงานชิ้นสำคัญที่ทำให้อาจารย์ดันแคนเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงในกลุ่มนักวิชาการ South East Asian Studies สามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Network Monarchy ได้ที่ http://citeseerx.ist.psu.edu/viewdoc/download?doi=10.1.1.732.5946&rep=rep1&type=pdf



ขอขอบคุณ พลากร บูรณสัมปทานนท์ ผู้ช่วยรายงานในหัวข้อเศรษฐกิจและนโยบายสาธารณะ

หมายเหตุ :
ผู้เขียนไม่มีส่วนร่วมใดกับงานวิจัยและวัตถุประสงค์ของการถ่ายทอดเป็นไปเพื่อการเผยแพร่งานวิจัยสู่สาธารณะชนเท่านั้น

Paul Ramirez Jonas : Half Truths

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตามในโลกอย่างน้อยเราก็คงต้องเคยได้ยินข่าวหรือคนพูดถึงปัญหาผู้อพยพและผู้ลี้ภัยมาบ้างไม่มากก็น้อย โดยถึงแม้ปัญหานี้ช่างดูเหมือนจะยิ่งใหญ่และไกลตัวเราไปมากสำหรับบางคน แต่ถ้าลองคิดจริงๆแล้วปัญหาผู้อพยพลี้ภัยนี้มันอาจจะใกล้ตัวกว่าที่พวกเราคิดกันมากนัก ลองคิดถึงอากงอาม่าเราที่หนีความยากจนมาจากเมืองจีน หรือพี่คนงานพม่าที่เสริฟข้าวคุณเมื่อกลางวันนั่นแหละเขาก็คงเจอปัญหานี้ เพื่อนๆหลายคนของคุณที่มีโอกาสมาเรียนต่อแล้วอยากจะอยู่ทำงาน อยากจะมาสร้างเนื้อสร้างตัวในต่างประเทศแท้จริงแล้วก็น่าจะนับคนเหล่านี้เป็นผู้อพยพได้ และเขาก็อาจจะกำลังต่อสู้กับปัญหานี้อยู่เช่นเดียวกัน 

IMG_0127-1024x683.jpg

ตัวเราเองเมื่อหลายเดือนที่ผ่านมาชีวิตก็บังเอิญพาให้ต้องมาต่อสู้กับ USCIS ( U.S. Citizenship and Immigration Service ) ในฐานะผู้อพยพลี้ภัยอย่างจริงจังอยู่เหมือนกัน โดย mission หลักแบบสรุปง่ายๆของการขอสิทธิผู้อพยพให้สำเร็จก็คือการสร้าง “ความจริงที่น่าเชื่อถือ” ทำอย่างไรก็ได้ให้ USCIS เชื่อว่าสิ่งที่เราพูดนั้นเป็นเรื่องจริงและ USCIS สมควรที่จะพิจารณา “ความจริง” ที่เราเล่านั้นว่าเราสมควรได้อพยพเข้าสู่อเมริกาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดย “ความจริง” เหล่านี้ต้องสามารถตรวจสอบได้ ไม่ว่าจะเป็น ใบเกิด ใบสมรส ใบรับรองแพทย์ จดหมายรับรอง Statement บลาบลาๆ หาอะไรมาได้ก็ต้องให้เขาไปให้หมด ซึ่งระบบที่สร้างขึ้นเพื่อรับรอง “ความจริง” จากสารพัดเอกสารและจดหมายเหล่านี้จะต้องผ่านระบบที่เรียกว่า Notary Service 

Notary Service เป็นระบบที่ไม่มีในประเทศไทยและประเทศเอเชียในหลายๆชาติ แต่สรุปง่ายๆได้ว่า Notary Service ก็คือแก้งทนายที่ทำหน้าที่ให้บริการการยืนยันความถูกต้องตามกฎหมายแก่เอกสารต่างๆที่ที่เราหามานั่นแหละว่าเป็นเรื่องจริง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราขอจดหมายรับรองจากอาจารย์คนหนึ่งให้เขาแนะนำว่าเราเป็นนักเรียนที่ยอดเยี่ยมสุดของเขา อิ Notary ก็จะเข้ามาเป็นมือที่สาม คือเมื่ออาจารย์ท่านนี้จะเซ็นชื่อที่ท้ายจดหมายที่เขียนรับรองให้เรานั้นอาจารย์จะมาเซ็นเงียบๆคนเดียวที่โต๊ะทำงานไม่ได้ อาจารย์จะต้องทำการนัดแนะกับทนายของ Notary Service และมาเซ็นต่อหน้า Notary โดยมีลายเซ็นของทนาย Notary กำกับเท่านั้น ไม่เช่นนั้นเมื่อรัฐต้องการจะตรวจสอบ “ความจริง” จากเอกสารแนะนำว่าเราเป็นนักเรียนที่ยอดเยี่ยมสุดของอาจารย์คนนี้นั้นจะเชื่อถือไม่ได้และกลายเป็นเรื่องโกหก เพราะรัฐไม่สามารถตรวจสอบหรือยืนยันความจริงเอากับใครได้

IMG_0956.jpg

เกริ่นลากแม่น้ำทั้งห้ามาเสียยาว 55 เอาจริงๆคือเพิ่งได้มีโอกาสได้แวะไปดู “Half Truths” ของ Paul Ramirez Jonas ที่ New Museum เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แล้ว Paul ได้นำเอา Notary Service มาใช้เป็นส่วนประกอบในการนำเสนองานซึ่งส่วนตัวเราชอบมากเลยอยากจะมาเม้าให้กันฟังเท่านั้นเอง :D

Paul Ramirez Jonas เกิดที่แคลิฟอร์เนียแต่เติบโตที่ฮอนดูรัสเลยถือสองสัญชาติทั้งฮอนดูรัสและอเมริกัน ทำงานมันทุก medium ทั้งวาด ทั้งปั้น วีดีโอและ large scale installation งานส่วนใหญ่จะใช้ผู้เข้าชมเป็นส่วนหนึ่งหรือส่วนเติมเต็มของงาน ( โดยตัวเขาเองเข้าร่วมเป็น performer ในหลายครั้ง ) พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างคน สังคม และเมืองไปจนถึง Institutions ต่างๆที่เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองกิจกรรมความเป็นมนุษย์ของเรานั่นแหละ

Paul Ramirez Jonas : Half Truths แสดงงานแยกย่อยเป็นสองส่วน คือ Alternative facts และ Fake ID โดยทั้งสองส่วนเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมร่วมทดลองทำกิจกรรมตาม instruction ที่ศิลปินได้กำหนดไว้คร่าวๆ

Fake ID เป็นกิจกรรมที่ Paul ออกแบบให้ผู้เข้าชมได้มีโอกาสร่วมกันสร้าง ID card ในฝันที่ตนอยากได้ โดยการแลกเปลื่ยนอัตลักษณ์ที่เรามีกับผู้ร่วมเข้าชมงานคนอื่น ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะถูกขอให้นำเอาบัตรทุกอย่างที่มีอยู่ เช่น บัตรประชาชน ใบขับขี่ บัตรเครดิต บัตรสมาชิก บัตรสะสมแต้มชาไข่มุกหรือบัตรอะไรก็ตามที่มีติดตัวอยู่ในขณะนั้นมาแลกเปลื่ยนกันในกลุ่มผู้เข้าร่วมเพื่อสร้างเป็น ID ใหม่ของตัวเองขึ้น

Alternative facts เป็นกิจกรรมที่ศิลปินใช้ Notary Service ( ที่เล่าลากแม่น้ำทั้งห้ามาก่อนหน้านี้เสียซะยืดยาวนั่นแหละ 55 ) มาเป็นวิธีในการเปิดบทสนทนากับผู้เข้าชม โดย Paul เปิดโอกาสผู้ชมนำเอาคำพูด ความคิด หรือ Statement ที่ต้องการให้เป็น “ความจริง” มาให้เขาทำหน้าที่เป็น Notary ให้โดยเอกสารหลังจากการ Notary จะถูกแบ่งเป็นสองส่วนคือให้เขาเก็บไว้และนำไปจัดแสดงส่วนนึงและผู้เข้าร่วมเก็บไว้เองส่วนนึง ซึ่งผู้ที่จะเข้าร่วมกิจกรรมจะถูกขอให้นำเอาเศษเหรียญเหรียญที่มีติดในกระเป๋าไปทำเป็นเหรียญทองปลอมก่อนเพื่อมาใช้จ่ายเป็นค่าธรรมเนียมในการขอ Notary Service จากเขาด้วย

ความน่าสนใจในงานของ Paul Ramirez Jonas ส่วนตัวสำหรับเราที่ชอบมากคือมันมีเลเยอร์ที่น่าสนใจทั้งในเสกลใหญ่แบบ Public Trust และในเสกลเล็กที่มีความเป็น Private มากๆจากการเลือกให้ผู้เข้าร่วมงานนำเอาความลับหรือความคิดของตัวเองออกมาเล่าผ่าน Notary Service ที่ในความเป็นจริงมีต้องความเป็นส่วนตัวมากมาแบ่งปันให้ผู้อื่นรู้ หรือแม้แต่กระทั่งการแบ่งปัน Identity ของเราไปให้กับคนแปลกหน้า 

แถมตัวงานเองที่เลือกพูดถึง( เอาจริงๆก็ตั้งชื่อ “Alternative Facts” ตรงไปตรงมาเลยด้วยน่ะนะ 55 )ก็ค่อนข้างมีความเป็นการเมืองซ่อนอยู่และเล่นกับ Political Climate ของอเมริกาในปัจจุบันที่มีประธานาธิบดีแบบทรัมป์ที่อยู่ๆก็ชอบออกมาพูดหรือ tweet อะไรบ้าบอๆตรวจสอบอะไรแน่นอนไม่ได้ในขณะนี้ได้น่ารักมากทีเดียว




Paul Ramirez Jonas : Half Truths ถึงแม้จะจัดแสดงวันสุดท้ายไปแล้วเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาที่ New Museum และเราเองก็ไปทันวันสุดท้ายแบบรีบเร่ง แถมแบทมือถือก็หมด( รูปจากงานคราวนี้เลยแอบต้องขอความช่วยเหลือจากอากู๋เสียซะเยอะเลย =“= ) ได้ลองเข้าไปเล่นแค่ Alternative facts เท่านั้นเองด้วยเนื่องจากไม่สามารถผ่าดงกลุ่มคนและแก้งเด็กๆที่ต่อแถว Fake ID เข้าไปไม่ไหว แต่ก็อยากจะจดคุณ Paul เอาไว้ในลิสต์ของศิลปินคูลๆของเราอีกคน และแบ่งประสบการณ์กับแชร์ความคูลของ Paul Ramirez Jonas และ Half Truths ของเขามาให้อ่านกันฮะ : )

Adam Curtis on the Dangers of Self-Expression

Adam Curtis พูดถึงอันตรายของการแสดงความเป็นตัวเอง (The Dangers of Self-Expression)
บทความจาก : Adam Curtis on the Danger of Self-Expression
แปลร่วมกับ ณฐพล บุญประกอบ

 Photo Credit : https://twitter.com/Zer0Books/status/842176115066191874

Photo Credit : https://twitter.com/Zer0Books/status/842176115066191874

ศิลปะก็ดี การแสดงความเป็นตัวเองก็เยี่ยม แต่ศิลปะหรือการแสดงถึงความเป็นตัวเองอาจจะไม่ดีเสมอไปเมื่อเราใช้มันเป็นเพียงสิ่งทดแทนการแสดงออกทางการเมืองเพื่อจะเปลี่ยนแปลงโลกหรือท้าทายต่ออำนาจ

ศิลปะคือหนทางที่ดีในการกลั่นกรองและอธิบายโลกและบรรยากาศแห่งอารมณ์ในห้วงเวลาหนึ่ง จิตรกรบางคนที่วาดรูปเมียและครอบครัวของพวกนักธุรกิจหน้าเลือดจากศตวรรษที่ 19 นั้นบ่งบอกเราได้เป็นอย่างดีว่าโลกสมัยนั้นมันเป็นยังไง

สิ่งที่เกิดขึ้นช่วงต้น 1970s นับเป็นการเปลี่ยนแปลงของแนวความคิดทางการเมือง ผู้คนเริ่มการใช้การแสดงความเป็นตัวเองเป็นทางเลือกใหม่ในการสื่อถึงความคิดทางการเมืองและท้าทายเรื่องเลวร้ายต่างๆในโลกมากขึ้น แต่การแสดงความเป็นตัวเองเพียงอย่างเดียวเปลื่ยนแปลงท้าทายอะไรโลกไม่ได้หรอก เพราะโลกทั้งใบก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการแสดงความเป็นตัวเองอยู่แล้ว

ไม่แน่ว่ามันอาจจะมีแนวทางสุดโต่งใหม่ๆในการมองโลก ทางเลือกสดใหม่ที่น่าตื่นเต้นซึ่งเรายังไม่เคยเห็นมาก่อนเพราะมันช่างแตกต่างจากสิ่งที่เราจะสามารถคาดถึงได้มากเกินไป ทุกยุคสมัยต่างมีสิ่งที่คนสมัยนั้นเชื่ออย่างลึกซึ้ง จนกระทั่ง 50 ปีต่อมา พอมองย้อนกลับมาแล้วถึงจะบอกได้ว่า “โหย ดูดิ พวกเขาตามน้ำกันขนาดไหน” คุณลองดูรูปถ่ายในบาร์สมัย 1930 สิทุกคนต่างใส่เสื้อ สวมหมวกรูปร่างเหมือนกันเป๊ะ

เราอาจจะมองกลับไปที่การแสดงความเป็นตัวเองว่าเป็นการปฎิบัติตามแบบแผนที่มองไม่เห็นในยุคของเรา ซึ่งไม่ได้แปลว่ามันแย่ และไม่ได้แปลว่ามันเป็นของปลอมเปลือก มันเป็นอย่างนั้นเพราะทุกคนทำแบบนั้น แล้วประเด็นคืออะไร ทุกคนก็นำเสนอความเป็นตัวเองกันทุกวันนั่นแหละ

พวกเราทุกคนต่างนำเสนอความเป็นตัวเอง มันคือแบบแผนที่มองไม่เห็นของยุคสมัยเรา พวกเขา(ในอนาคต) จะมองย้อนกลับมาบอกว่า “โหย มันคล้ายๆพวกที่ใส่หมวกเหมือนๆกันในยุค ‘30s เลยเนอะ พวกเขาแสดงความเป็นตัวเองกันใหญ่”แท้จริงแล้วการแสดงความเป็นตัวเองคือสิ่งที่พวกเรามองไม่เห็น มันก็เหมือนกับที่เราพูดกันว่าเราทุกคนไม่ได้สร้างงานศิลปะได้เพียงแค่เพราะอยากจะสร้างนั่นแหละ เพราะศิลปะเองก็ไม่ได้มองมาจากภายนอกได้สุดโต่งหรือออกมาจากภายในแบบฮิปสเตอร์ได้ขนาดนั้น เพราะที่จริงแล้วการแสดงความเป็นตัวเองก็คือทุกสิ่งรวมกัน มันคือแบบแผนอย่างหนึ่ง 


ปัจเจกนิยม
ประวัติศาสตร์ของการแสดงความเป็นตัวเองในปัจจุบันมีที่มาตั้งแต่ยุคฮิปปี้พร้อมๆกับการล่มสลายของฝ่ายซ้ายใหม่ในตอนปลาย 60’s และช่วงต้น 70’s Patti Smith เขียนหนังสือที่น่าสนใจมากเล่มหนึ่งชื่อ “Just Kids” ซึ่งเป็นบันทึกความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับ Robert Mapplethorpe โดยเธอชัดเจนมากว่า คนแบบเธอโคตรเซ็งกับไอเดียในการอุทิศตัวเองไปกับการเดินประท้วงกับฝูงชน เพราะว่ามันส่งผลอะไรบ้างงั้นหรอ? ประท้วงกับฝูงชนแม่งไม่ส่งผลอะไรทั้งนั้นไงล่ะ

ดังนั้นสิ่งที่พวกเราทำก็คือการเสนอความเป็นตัวของตัวเองแทน พวกเราแสดงความโกรธที่มีต่อระบบโดยใช้วิธีจินตนาการเป็นอีกทางเลือกให้กับความล้มเหลวของฝ่ายซ้าย นี่คือจุดเริ่มต้นที่ Patti เล่าและมันน่าตื่นเต้นมาก คุณสามารถสัมผัสความตื่นเต้นนั้นได้จากหนังสือของเธอ

ผมเคยทำซีรี่ส์ที่ชื่อ “The Century of the Self” ซึ่งผมชี้ให้เห็นว่า ทุนนิยมในยุค 70’s ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง เพราะทุนนิยมได้หนีไปจากไอเดียที่ว่า แค่ขายสินค้าที่เหมือนๆกันไปทุกคนก็จะได้ดูเหมือนกันแล้วก็ใส่เสื้อผ้าเหมือนๆกันไปหมดแล้ว ทุนนิยมนิยามตัวเองใหม่ และเริ่มขายสินค้าที่หลากหลายกว่าเดิมให้คุณเพื่อที่คุณจะสามารถแสดงความเป็นตัวของตัวเองได้

สิ่งที่ดูเหมือนขบถหรือต่อต้านสำหรับศิลปิน แท้จริงแล้วคือการสะท้อนบางสิ่งที่พวกศิลปินไม่ชอบอันเกิดขึ้นลึกลงไปในโครงสร้างของอำนาจ ระบบทุนนิยมก็สะท้อนสิ่งนี้เช่นเดียวกันนั่นแหละ

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับยุคสมัยของเราคือ ไม่ว่าความหมายในงานศิลปะของคุณจะสุดโต่งแค่ไหน ถ้าคุณวิพากษ์มันโดยใช้การแสดงความเป็นตัวเองเป็นหลักยึด นั่นแปลว่าแท้จริงแล้วคุณกลับกำลังส่งเสริมโครงสร้างอำนาจที่คุณพยายามจะล้มล้าง เพราะโครงสร้างอำนาจที่คุณกำลังวิพากษ์อยู่นั้นก็ยึดถือการแสดงความเป็นตัวเองเป็นเป้าหมายสูงสุดเช่นกัน

ทุนนิยมล้วนประกอบมาจากการแสดงความเป็นตัวเอง ; ศิลปะก็ล้วนแต่พูดถึงการแสดงความเป็นตัวเอง แต่ศิลปะเองถ้าไม่อยู่ใน movement ของสังคมก็จะไม่มีradical อีกต่อไป ศิลปะกลายเป็นหัวใจของแบบแผนที่มองไม่เห็นในยุคสมัยใหม่ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมทุกอย่างจึงไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะการวิพากษ์แบบสุดโต่งจากศิลปะได้กลายเป็นรูปแบบการแสดงออกซึ่งเป็นแก่นแกนของโครงสร้างอำนาจที่มันพยายามปฏิเสธ โครงสร้างที่ทำให้ทุกอย่างเป็นกลาง ทำให้ทุกอย่างเป็นหมัน  


อำนาจ
ถ้าคุณอยากทำให้โลกน่าอยู่ขึ้นคุณต้องเริ่มเปลื่ยนแปลงจากแหล่งต้นตอของอำนาจ แต่ต้นตอแห่งอำนาจมองเห็นได้ยากมากเมื่อเราอาศัยอยู่ในโลกที่เรามองเห็นตัวเองเป็นปัจเจกชนที่มีเสรีภาพ เพราะเมื่อคุณเป็นปัจเจกชนที่มีเสรีภาพ คุณไม่คิดถึงเรื่องอำนาจอย่างจริงจังหรอก คุณคิดแค่ว่าคุณจะมีอิทธิพลกับโลกยังไง

สิ่งที่คุณมองไม่เห็น คือสิ่งที่คนในอดีตมองเห็นได้ชัดเจนกว่า เมื่อคุณอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อน คุณจะมีพลังมาก คุณสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆได้ คุณมีความมั่นใจแม้มีสิ่งใดผิดพลาด ไม่เหมือนตอนที่อยู่ตัวคนเดียว นั่นคือเหตุผลว่าทำไมคอนเซปทั้งหมดของอำนาจถึงได้หดหายไป พวกเราถูกส่งเสริมให้พูดเกี่ยวกับตัวเองและความรู้สึกที่เรามีต่อผู้อื่น เราไม่ได้ถูกส่งเสริมให้มองว่าตัวเราเป็นส่วนหนึ่งของอะไรก็ตาม

แต่คอมพิวเตอร์รู้ความจริง มันมองเราเป็นกลุ่มก้อน แท้จริงแล้วมนุษย์ต่างมีความเหมือน พวกเรามีความต้องการ ความมุ่งหมาย และความกลัวเหมือนๆกัน คอมพิวเตอร์มองเห็นสิ่งเหล่านี้ผ่านสหสัมพันธ์และแบบแผนต่างๆ

คอมพิวเตอร์สามารถมองเห็นเราเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ แม้วิธีการคิดของมันจะช่างน่าเบื่อและสนใจรวบรวมข้อมูลของพวกเราเพียงเพื่อขายของให้เราเท่านั้น แต่แท้ที่จริงคอมพิวเตอร์สามารถมอบอำนาจความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับอัตลักษณ์ร่วมกันระหว่างกลุ่มคนหลายๆกลุ่ม เพียงแค่ไม่มีใครเคยนำข้อมูลนี้มาใช้ สิ่งที่คอมพิวเตอร์เหล่านี้กุมเอาไว้คือช่องทางในการมองเห็นกลุ่มใหม่ๆ และอัตลักษณ์ร่วมกันของพวกเรา

เสรีภาพ
การแสดงความเป็นตัวเองร่วมกันนั้นเป็นเรื่องการเมืองสมัยเก่า คุณแสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันร่วมกับกลุ่มผู้คนโดยการยอมละวางตัวตนเพื่อเข้าร่วม โดยตัวอย่างที่ทรงพลังที่สุดของการแสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในอเมริกาก็คือ ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมือง ( the Civil Rights Movement )

ในปี 1950 นักกิจกรรมผิวขาวรุ่นเยาว์จำนวนหนึ่งได้เดินทางลงใต้เพื่อทำงานร่วมกับนักกิจกรรมผิวดำเป็นเวลาหลายปี หลายๆคนถูกกระทืบ บางคนก็ถูกฆ่าตาย พวกเขาเหล่านี้อุทิศตัวเองเพื่อบางสิ่งบางอย่าง และพวกเขาก็เปลี่ยนแปลงโลกด้วยพลังนั้น นิยามของเสรีภาพนั้นมีหลายแบบ ไอเดียเรื่องเสรีภาพที่ร่วมสมัยนั้นส่วนใหญ่มักหมายถึงความเป็นปัจเจกนิยม “ฉัน” ซึ่งหมายถึงปัจเจกชนนั้นต้องการเป็นอิสระ ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ยังมีนิยามของเสรีภาพอีกแบบหนึ่งซึ่งกล่าวง่ายๆว่า “การได้รับใช้ใครสักคนคือเสรีภาพที่สมบูรณ์แบบ” การอุทิศตัวเองให้พระเจ้า คือการปลดปล่อยตัวเองจากกรงขังที่เกิดจากความปรารถนาและความเห็นแก่ตัวของตนเอง ตัวตนของคุณขยายใหญ่ขึ้น คุณกลายเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง

ไอเดียเรื่องการแสดงความเป็นตัวเองของปัจเจกบุคคลมีความย้อนแย้งอยู่อย่างหนึ่ง การแสดงความเป็นตัวเองแม้จะให้ความรู้สึกอิสระไร้ขอบเขตเพราะอุดมการณ์ของยุคสมัยเราคือเป็นตัวของตัวเองและได้ทำในสิ่งที่อยากทำ แต่หากมองกลับจากอีกมุมหนึ่ง ปัจเจกก็เป็นการจำกัดตัวเราเช่นกันเพราะทั้งหมดที่เรามีคือมีเพียงความปรารถนาของเราเอง ยังมีสิ่งอื่นที่สามารถช่วยเราเป็นอิสระจากข้อจำกัดนั้นได้เช่นกัน และมันคือเสรีภาพอีกประเภทหนึ่ง


ตำนานปรัมปรา
วันก่อนผมเคยอ่านหนังสือของนักสังคมวิทยาชื่อ Max Weber ย้อนกลับไปเมื่อปี 1920 เขาเคยทำนายว่าพวกเราจะถูกควบคุมในยุคระบบราชการ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายขวาหรือฝ่ายซ้าย แต่เราต่างก็กำลังก้าวเข้าสู่สิ่งที่เรียกว่า “กรงเหล็กของความมีเหตุมีผล” กรงนี้จะเป็นโลกอันงดงามที่ทุกสิ่งทุกอย่างถูกจัดระเบียบและดูแลอย่างสมเหตุสมผล แต่สิ่งที่สูญเสียไปคือ เสน่ห์ มันจะกลายเป็นยุคสมัยอันไร้เสน่ห์ คุณจะคิดถึงความรู้สึกที่ความงดงามและเร้นลับซึ่งแฝงอยู่ในความลึกลับเหล่านั้น เขาบอกว่า “ราคาที่คุณต้องจ่ายเพื่อก้าวเข้าไปอยู่ในกรงเหล็กคือคุณจะสูญสิ้นซึ่งเสน่ห์” บางทีผมก็สงสัยว่าพวกทฤษฏีสมคบคิดทั้งหลายอาจจะเป็นความพยายามที่จะทำให้โลกนี้กลับมามีเสน่ห์แบบบิดๆเบี้ยวๆก็เป็นได้

เหมือนว่าศาสนากำลังมาเคาะประตูและพยายามจะกลับมาใหม่ในรูปแบบที่แปลกประหลาดและบิดเบี้ยวความรู้สึกเร้นลับที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของเราที่มีต่อโลก สิ่งเหล่านี้มันคือความรู้สึกที่คุณได้จากพวกนักทฤษฎีสมคบคิดนั่นแหละถ้าคุณเคยได้ลองคุยกับพวกเขา ไอ้พวกความรู้สึกน่าเกรงขามจนแทบจะกลายเป็นความเพ้อฝันที่มีต่อสิ่งลึกลับดำมืดซึ่งเหตุและผลไม่สามารถทะลุทะลวงไปถึงได้นี้มันก็เข้าทำนองเดียวกับแนวคิดคำสอนของศาสนานั่นแหละ

บางที สิ่งที่พยายามจะกลับเข้ามาในโลกของเราอาจจะเป็นเสน่ห์จากความไร้เหตุผลบางอย่าง และทางเดียวที่มันจะกลับเข้ามาได้ก็คือพวกช่องทางพิลึก บิดๆเบี้ยวๆ เหล่านี้ การล่มสลายของทุนนิยมกลายเป็นการถูกจัดสรรโดยความไร้เสน่ห์อันสุดจะมีเหตุมีผลจากการควบคุมโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง* มันกลายเป็นกรงเหล็ก มันกักขังเรา ตำนานในรูปแบบใหม่จึงพยายามหาทางกลับเข้ามา

ตำนานลึกลับที่พยายามจะอธิบายสิ่งต่างๆที่เราไม่เข้าใจ และมอบการปลอบโยนที่เหนือกว่าการดำรงอยู่ของเรา ผมคิดว่ามันดีมากเลยนะ พวกเราขาดสิ่งนี้ไป ลองใช้พลังของตำนานอย่างเรื่องศาสนาแล้วไปพูดเรื่องอำนาจดู พูดอย่างที่พวกข่าวธรรมดาๆ น่าเบื่อๆ และถูกจำกัดโดยเหตุผลและหลักการทำไม่ได้ดูสิ พลังนั้นจะทำให้เรื่องฟังดูน่าทึ่งขึ้นอย่างงดงามเลยล่ะ

ละครจะกลายเป็นอะไรที่โครตมาในยุคของพวกเราเลยล่ะ ละครคือการได้สัมผัสถึงการปลดปล่อยสูงสุดและกระโดดหนีออกจากกรงขังแห่งเหตุและผลที่ล้มเหลวซึ่งเราอาศัยอยู่โดยที่สภาวะการเงินคอยบอกให้เราทำสิ่งนั้น หรือกำชับอย่างเคร่งครัดว่าให้ทำสิ่งนี้ ที่แม่งโคตรจำกัด ที่แม่งโคตรน่าเบื่อ

เคล็ดลับของการแสดงความเป็นตัวเองน่าจะอยู่ที่การแสดงความเป็นตัวเองควรยังทำให้คุณรู้สึกว่าคุณยังเป็นเสรีชนและเป็นปัจเจก ความเป็นปัจเจกอย่างสุดโต่งของยุคสมัยเรานั้นไม่สามารถหยุดยั้งได้อีกต่อไป คุณไม่มีทางหยุดมันได้ คุณจำต้องปล่อยให้ผู้คนยังรู้สึกว่าพวกเขาเป็นอิสระ เป็นปัจเจก แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็รู้สึกว่ากำลังอุทิศตนให้กับบางสิ่งบางอย่างที่สุดยอด ที่ยิ่งใหญ่กว่า และทรงพลังกว่า ซึ่งจะพาพวกเขาไปสู่อนาคตที่อยู่เหนือไปกว่าการดำรงอยู่ของพวกเขาเอง และนั่นแหละคือสิ่งที่ผู้คนกำลังปรารถนา

จากบทสนทนากับ Yancey Strickler
มีนาคม 14, 2017

Essential Adam Curtis:

Ai Weiwei : Hansel and Gretel

หลังจากรู้ข่าวที่แกลลอรี่เว่อร์ ( Ver Gallery ) ในกรุงเทพโดนทหารสั่งปลดงานศิลปะทางการเมืองในนิทรรศการ “Whitewash” ของ หฤษฏ์ ศรีขาว โดยอ้างความเป็นห่วงกลัวว่าชิ้นงานอาจจะถูกทำลายจากฝ่ายตรงข้าม ( โถ...ใจดีจัง ) Jay ที่หัวจมอยู่กับงานดีเทลมดหาเงินจ่ายบิลประจำเดือน ก็ถึงจุดทนไม่ไหวต้องโงหัวขึ้นมาเม้าอะไรให้รู้สึกหายท้อแท้เกี่ยวกับวงการศิลปะและการเมืองบ้านเรานิดหนึ่งก็ยังดี 

19243873_10154522208611781_2106721940_o.jpg

เนื่องจากเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมามีโอกาสได้ไปเดินดู วิ่งเล่นไปจนถึงถ่ายเซลฟี่ในนิทรรศการ “Hansel and Gretel” ของ Ai Weiwei ที่ทำร่วมกับทีมสถาปนิกเพื่อนร่วมโปรเจคสนามกีฬาแห่งชาติปักกิ่งตั้งแต่โอลิมปิค 2008 อย่าง Jacques Herzog และ Pierre de Meuron ( ถึงลุงจะออกมาให้สัมภาษณ์ภายหลังว่าเสียใจที่ไปร่วมงานออกแบบไอสนามกีฬานี่กับเขาก็เถอะ 55) 

“Hansel and Gretel” พูดเรื่อง survilliance หรือการตรวจตราเฝ้าระวัง ซึ่งส่วนมากก็เกิดจากความต้องการควบคุมความสงบของรัฐนั่นแหละ หวาย...ช่างแสนจะเข้ากับสถานการณ์ในกรุงเทพที่ทหารเข้ามาสอดส่องดูแลผลงานศิลปะของพวกเราชาวไทยเสียซะไม่มี ถ้าไม่เขียนถึง Ai weiwei ตอนนี้จะไปเขียนตอนไหนกัน :)

19349636_10154522199521781_1869316389_o.jpg

คนที่ศึกษาและสนใจงานศิลปะถึงจะงูๆปลาๆแค่ไหนก็เถอะ แน่นอนว่าน่าจะต้องเคยได้ยินชื่อ Ai Weiwei มาบ้างไม่มากก็น้อย ลุง Ai เป็นศิลปินและนักกิจกรรมเคลื่อนไหวชาวจีน เกิดที่ปักกิ่งจากครอบครัวนักกวีและนักกิจกรรมต่อต้านฝ่ายขวาจนครอบครัวถูกเนรเทศออกจากปักกิ่งเป็นเวลากว่า 16 ปี และเพิ่งสามารถกลับเข้าปักกิ่งได้หลังจากที่เหมายกเลิกการปฏิวัติทางวัฒนธรรมในปี 1976

Ai ได้เข้ามาใช้ชีวิตที่สหรัฐอเมริกาในช่วงปี 1981 ถึง 1993 เริ่มศึกษาและทำงานศิลปะโดยรับแนวความคิดแบบ Readymade ของ Duchamp มาเป็นแนวทางในการทำงาน ลุง Ai มีเหตุต้องเดินทางกลับจีนในปี 1993 เนื่องจากอาการป่วยของคุณพ่อ โดยหลังจากเมื่อเดินทางกลับจีนก็ได้เริ่มจัดตั้งกลุ่มศิลปิน สร้างสตูดิโอรวมไปจนถึงบริษัทสถาปนิกและเริ่มเป็นที่รู้จักในวงการศิลปะ แต่ฐานะการเป็นศิลปินและนักกิจกรรมเคลื่อนไหวของลุงนั้นแท้จริงเกิดจากการจัดตั้งบล็อคและทวิตเตอร์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลและการทำการสำรวจและสืบสวนการเสียชีวิตของนักรียนจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในมณฑลเสฉวนเมื่อปี 2008 (หรือที่ลุงเรียกว่า Citizens' Investigation) เนื่องจากรัฐบาลจีนไม่ยอมเปิดเผยชื่อและจำนวนของนักเรียนที่เสียชีวิตทั้งหมด อันมีสาเหตุมาจากอาคารเรียนที่รัฐบาลก่อสร้างขึ้นนั้นไม่ตรงตามมาตรฐาน ซึ่งการทำการสืบสวนครั้งนี้เริ่มทำให้ Ai เป็นที่จับตามองของรัฐบาล ถูก House Arrest ถูกสั่งห้ามไม่ให้ออกนอกประเทศ ถูกยึดพาสปอร์ต ถูกจับและลักพาตัวไป จนถึงกระทั่งถูกทำร้ายจากเจ้าหน้าที่ของรัฐในเวลาต่อมา

งานของ Ai Weiwei ช่วงแรกเป็นงานแนว conceptual และ contemporary จนค่อยๆขยับจนกลายมาเป็นหนึ่งในเจ้าพ่อวงการ Excessivism ในปัจจุบัน งานส่วนมากเน้นวิพากษ์จารณ์อำนาจรัฐและปัญหาทางสังคมต่างๆที่เกิดขึ้นทั้งในและนอกประเทศจีน ลุง Ai ชอบเล่นกับความหมายของอำนาจเก่าหรือความหมายของของเก่า(Antique)หรือประเพณีดั้งเดิมด้วยการทำลาย ผลิตซำ้ หรือทำขึ้นใหม่เพื่อค้นหาความหมายใหม่ของสิ่งที่เกิดขึ้น โดยหลังจากถูกจับกุมและคุมขังในบ้านพร้อมกับถูกจับตามองด้วยกล้องวงจรปิดจากทางการจีนเป็นจำนวนมากแล้ว ลุง Ai ก็เริ่มทำการสนับสนุนและต่อสู้เพื่อเสรีภาพในการพูดและแสดงความคิดเห็นอย่างจริงจัง พร้อมทั้งรายงานชีวิตของตนเองในทุกรายละเอียดเป็นการประท้วงจนทหารแทบจะไม่ต้องดูกล้อง แล้วไปตาม Instragram ลุงแทนได้เลยทีเดียว 55

 Ai Weiwei กำลัง selfie ระหว่างที่ Jacques Herzog   และ Pierre de Meuron กำลังตอบคำถามผู้ดำเนินการบรรยาย

Ai Weiwei กำลัง selfie ระหว่างที่ Jacques Herzog และ Pierre de Meuron กำลังตอบคำถามผู้ดำเนินการบรรยาย

“Hansel and Gretel” น่าจะเป็นงานนิทรรศการ Interactive ชิ้นแรกของ Ai Weiwei โดยจัดขึ้นภายใต้ความมืดของ Wade Thompson Drill Hall ที่ Park Avenue Armory 

ทางเข้าของนิทรรศการถูกออกแบบให้ต้องเข้าจากทางด้านหลังของอาคารทางถนน Lexington แทนที่จะเริ่มเข้าจากทางด้านหน้าตามปกติ โดยไอเดียของนิทรรศการเริ่มต้นจากนิทาน “Hansel and Gretel” ของคู่พี่น้องกริมโดยใช้ drone เป็นตัวแทนของนกที่ตามกินขนมปังหรือในที่นี่คือ data ของผู้เข้าชมนิทรรศการ และ “Fahrenheit 451” ของ Ray Bradbury ที่พูดถึงรัฐรู้แจ้ง( Ominiscient state )ที่จับตามองพลเมืองของตนลงมาจากท้องฟ้า โดยผู้เข้าชมจะถูกติดตามจากกล้องอินฟาเรดและโดรนในความมืดเหนือศรีษะแล้วถูกฉายภาพของตนลงบนพื้นของห้องจัดแสดงนิทรรศการ 

แม้จะพูดในเรื่องที่ทุกคนพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกและค่อนข้างเป็นเรื่องเผือๆในยุคปัจจุบันอย่าง survilliance และความเป็นส่วนตัวของข้อมูลต่างๆ แต่ด้วยการออกแบบสเปซของ Herzog & de Meuron พร้อมยืนยันมาตราฐานความออซั่มจาก curator อย่าง Tom Eccles และ Hans-Ulrich Obrist รับรองว่าการแวะไปชม “Hansel and Gretel”  ไม่น่าจะเป็นการเสียเวลามากมายนักและน่าจะให้ข้อมูลที่น่าสนใจแก่เราได้บ้างในตอนจบของนิทรรศการ 

Hansel and Gretel เปิดให้เข้าชม ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน ถึง 6 สิงหาคม ที่
Park Avenue Armory 
Wade Thompson Drill Hall 
643 Park Avenue, 
New York, NY 10065

ใครมีบัตร IDNYC ขอให้เหน็บติดไปด้วย ใช้เข้าดูนิทรรศการฟรีได้เลยฮะ :)

Excessivism : a reflection, examination, or investigation of every aspect of life in excessive state with particular consideration to the areas that have real and consequential effect on the members of the society. - หรือสรุปได้ประมาณว่างานศิลปะสะท้อนสังคมนั่นเอง

( https://en.wikipedia.org/wiki/Excessivism )


Anish Kapoor at the New School

มีโอกาสได้ไปฟังทอร์คของ Anish Kapoor หนึ่งในบอสแห่งวงการประติมากรรมร่วมสมัย( แถมเป็นบอสที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วย เพราะตัวบอสใหญ่ของสายนี้ก็ม่องไปกันเสียเยอะแล้ว 55 ) เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมาซึ่งจัดโดย the New School ร่วมกับ Public Art Fund โดยทอร์คครั้งนี้ต่อเนื่องมาจากการที่ลุง Anish ต้องมาเปิดงานชิ้นหนึ่งที่ชื่อว่า Descension ซึ่งจัดแสดงที่ Brooklyn Bridge Park ในนิวยอร์คและเพิ่งเปิดให้ทุกคนเข้าชมได้เป็นวันแรกในวันเดียวกันนี่แหละ

Anish Kapoor Talk.jpg

Anish Kapoor เกิดที่มุมไบ ประเทศอินเดียเมื่อปี 1954 และเติบโตขึ้นมาในครอบครัววัฒนธรรมสุดมิกซ์จากคุณแม่ชาวยิวและคุณพ่อชาวฮินดู ตอนวัยรุ่นเริ่มสนใจเข้าเรียนวิชาวิศวกรรมไฟฟ้าแต่มีปัญหากับตัวเลขและวิชาคณิตศาสตร์เลยลาออกเมื่อเข้าเรียนได้เพียงหกเดือน จากนั้นจึงตัดสินใจเดินทางไปเรียนศิลปะที่ลอนดอนและย้ายไปอยู่และทำงานที่นั่นมาจนถึงปัจจุบัน ใครที่นึกงานของลุงไม่ออกหรือไม่รู้จักลุงมาก่อน ขอให้นึกถึงก้อนถั่วยักษ์สีเงินที่เป็นจุดเช็คพอยท์ของทุกคนที่เมืองชิคาโกในรัฐอิลินอยส์ รับรองว่าต้องร้องอ๋ออย่างแน่นอน

เนื่องด้วย the New School เนื้อแท้แล้วค่อนข้างมีความแข็งแรงทางด้านการเมือง Anish เองแม้จะประกาศตัวเองอยู่บ่อยๆว่าเขาจะไม่ทำงานศิลปะที่เกี่ยวกับการเมืองโดยตรงเพราะเขาคิดว่างานที่พูดทางเดียวจะมีชีวิตงานที่สั้น แต่เพื่อให้เข้ากับธีมของผู้จัดงาน Anish ก็ยังอุส่าห์พูดเปิดงานด้วยประกาศกลุ่มคอมมิวนิสต์ ( Communist Manifesto ) ของคาร์ล มาร์กซ์ พาร์ทหนึ่งที่กล่าวว่า 

“สังคมนายทุนสมัยใหม่ที่มีความสัมพันธ์กับการผลิตและแลกเปลี่ยนสินค้าอันก่อให้เกิดกรรมวิธีของระบบการผลิตและแลกเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่ก็คล้ายกับผู้วิเศษผู้ไม่สามารถควบคุมพลังของสิ่งที่ตนสร้างขึ้นมาได้ และผู้วิเศษเหล่านั้นก็เป็นอันต้องเกิดและติดอยู่กับคาถาของเขาเอง” 

Anish กล่าวอธิบายเพิ่มเติมต่อว่ากระบวนการหรือพิธีกรรมทางศาสนา( Ritual ) ก็เป็นอีกสิ่งที่เขาสนใจ โดยเขาพูดว่าพิธีกรรมแต่โบราณมักเริ่มจากเลือดและผืนดิน ( Blood and Earth ) ซึ่งเขาแทนเลือด( เพศหญิง )เป็นเสมือนการวาดภาพและผืนดินเป็นงานประติมากรรม โดยเขาให้ความสนใจในกระบวนการที่ทำให้เกิดพิธีกรรมมากกว่าความหมายของตัวพิธีกรรมเอง งานของเขาจึงเน้นหากระการบวนการใหม่ๆในการเล่าถึงสิ่งที่ง่ายและตรงไปตรงมาในสิ่งที่เขามีความสนใจเป็นพิเศษ( passion ) เช่น ความมืด ความลึก หรือความเป็นหญิง( motherhood ) และคอยสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากกระบวนการที่เขาพยายามสื่อสารนั้น โดยส่วนที่เป็นศิลปะที่แท้จริงสำหรับลุง Anish นั้นเป็นส่วนที่ควบคุมไม่ได้อันจะเกิดจากการสังเกตผลกระทบของกระบวนการที่เขาพยายามสื่อสารส่วนหนึ่งและการนำไปตีความร่วมกับประสบการณ์ของผู้ชมเองอีกส่วนหนึ่ง โดย Anish อธิบายว่าพื้นที่ตรงกลางระหว่างการควบคุมได้หรือไม่ได้นี่แหละ เป็นที่ที่ศิลปินอันเป็นผู้วิเศษและเล่นแร่แปรธาตุกับความหมายของสังคมไปจนถึงสิ่งต่างๆในโลกนี้ต้องทำหน้าที่พางานหรือระบบการทำงานของตนไปอยู่

งานส่วนใหญ่ของ Anish Kapoor มักเล่นกับสีและวัสดุ และบางครั้งก็พูดถึงวัตถุในความหมายที่ไม่ใช่ความหมายจริงของวัตถุนั้นเอง ( object as non-object ) บางครั้งก็ไปไกลถึงการเล่าเรื่องพื้นที่และบริบทโดยรอบและแทบจะกลายเป็นงานสถาปัตยกรรมแบบกลายๆไปในบางครั้ง ตัวอย่างงานของลุง Anish มีมากมายหลายชิ้น ดีงามทั้งสิ้นยกมาเล่าหมดคงไม่ไหว 555  ขอให้ลอง Google ดูภาพและลองตีความเอาเองกับสถานที่และบริบทที่ชิ้นงานวางอยู่ ( Jay : จากที่เล่าไปแล้วข้างต้นว่าศิลปะของ Anish ส่วนหนึ่งเกิดจากการนำไปตีความกับประสบการณ์ของผู้ชมเอง เราเองคงเล่าว่าเราตีความอย่างไรหมดไม่ได้นะฮะ 55 แถมการอธิบายงานในทอร์คบางครั้งลุง Anish แกก็อธิบายงานตรงไปตรงมามาก เช่น “นี่คือท่อที่ทำด้วยทองแดงที่ไปจัดแสดงที่แวร์ซาย ดูไม่เซกซ์ชั่วเลยใช่ไหม? ผมแค่เรียกมันว่า “เธอ” แล้วก็เลยมีคนเอาไปตีความเป็นช่องคลอคของมารีอังตัวเนตซะอย่างนั้น ประสบความสำเร็จมากนะในความคิดผม” แล้วลุงก็หัวเราะชอบใจ อะไรแบบนี้เป็นต้น  -..- )

หลังการเล่าถึงงานแบบตรงไปตรงมาแล้วก็มี Q & A ตามปกติ ซึ่งมีหลายคำถามที่น่าสนใจ เช่น การพูดถึงว่างานประติมากรรมชิ้นนึงเมื่ออยู่ในบริบทที่ต่างกันจะมีผลกับความหมายของงานไหม และการทำงานโดยไม่ตั้งใจพูดถึงความหมายของสิ่งใดสิ่งหนึ่งเลยจะทำได้จริงหรือ ซึ่ง Anish ตอบว่าเขาเชื่อว่าการทำงานของเขาบางครั้งก็คล้ายๆกับการทำซ้ำหรือการครุ่นคิด( meditation ) ที่ไม่จำเป็นต้องพูดถึงสิ่งใดเลยก็ได้ และเขาไม่เชื่อในความคิดที่งานศิลปะต้องนำเสนอสิ่งใดสิ่งหนึ่งเสมอ( I don’t believe in the idea of delivering meaning ) เพราะถ้าศิลปินยื่นความหมายให้แก่ผู้ชมทั้งหมดแล้วผู้ชมจะเหลือหน้าที่อะไร และเขาไม่สนใจในการยื่นความหมายให้เพียงด้านเดียว เป็นต้น

คำถามหนึ่งที่เราชอบมากและเป็นการสรุปจบในการทอร์คครั้งนี้ของเราคือคำถามที่มีคนถามว่างานประติมากรรมจะมีทิศทางต่อไปในยุคเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ทุกอย่างอยู่ในโลกเสมือน ซึ่งลุง Anish ตอบว่าเขาไม่สามารถคาดเดาอนาคตได้หรอกว่าจะเป็นอย่างไร แต่เขาเชื่อในปฏิสัมพันธ์ทางกายภาพและประสบการณ์ที่หนึ่งที่ค้นพบเอง( first-hand experience ) ว่ามันมีความสำคัญและเป็นน่าจะยังเป็นศูนย์กลางปฏิสัมพันธ์ของสังคมเสมอไม่ว่าจะในยุคใดก็ตาม ไอเราที่นั่งฟังอยู่ก็แทบจะอยากลุกออกจากห้องแล้วเดินไป Brooklyn Bridge Park เลิกดูงานจากสไลด์โชว์ทันทีกันเลยทีเดียว 55

Descension เป็นงานประติมากรรมน้ำหมุนขนาดเส้นผ่านผ่านศูนย์กลาง 8 เมตร ตั้งอยู่ที่ Brooklyn Bridge Park ในนิวยอร์ค เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 10 กันยายนปีนี้ รีบไป first-hand experience กับงานของลุงซะแล้วมาคุยกันต่อได้เลยฮะ :)





ปล. 
ถึงแม้ลุงจะพูดว่าไม่สนใจการเมืองแต่ก็ให้สัมภาษณ์กับหลายสื่อว่า "In New York at this moment, yes descension!”  นะฮะ ขี้โกงจริงๆ 55
ปล. 2  
Descention (n.) : An act of moving downwards, dropping, or falling.

Thailand Update 2017

Thailand Update 2017 

เมื่อวันพุธที่ 19 เมษายนที่ผ่านมา ณ มหาลัยโคลัมเบีย มลรัฐนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีการจัดการสัมมนาทางวิชาการในหัวข้อ Thailand Update  2017 ขึ้นโดยการนำของศาสตราจารย์ดันแคน แมคคาโก ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และศาสตราจารย์รัฐศาสตร์ประจำมหาวิทยาลัยลีดส์ โดยงานสัมมนา Thailand Update นี้เป็นงานสัมมนาวิชาการเกี่ยวกับประเทศไทยซึ่งมุ่งครอบคลุมทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โดยการประชุมนี้ได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่สามแล้ว

ด้วยเนื่องจากปี 2559 ที่ผ่านมาเป็นปีที่มีเหตุการณ์สำคัญหลายอย่างเกิดขึ้นในประเทศไทย ทั้งการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ การเตรียมรับกษัตริย์พระองค์ใหม่และการเปลื่ยนผ่านรัชกาล อันก่อให้เกิดความกังวลและคำถามอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับแนวทางในการวางระบบเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศไทยในอนาคต การสัมมนาวิชาการ Thailand Update 2017 นี้ได้รวบรวมเอานักวิชาการหลายท่านที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมานำเสนองานวิจัยและบทวิเคราะห์ที่อาจมีส่วนเชี่อมโยงและเป็นประโยชน์ต่อการทำความเข้าใจสถานการณ์ในประเทศไทยในในมิติต่างๆได้ดียิ่งขึ้น โดยการบรรยายจะแบ่งเป็นสามหัวข้อหลักๆคือ การเมือง เศรษฐกิจ และสื่อกับความยุติธรรม



1.การเมือง

politic01.jpg

ในหัวข้อการเมืองนี้มีการแบ่งการบรรยายออกเป็นสองส่วน โดยส่วนแรกเป็นเรื่องการเมืองอันเกี่ยวเนื่องกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และสถาบันพระมหากษัตริย์ นำบรรยายโดย ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น 

( Tyrell Haberkorn ) นักวิจัยประจำภาควิชาการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคม มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย โดยไทเรลนำเสนอการบรรยายในหัวข้อ นักศึกษากฎหมายและกษัตริย์องค์ใหม่ของไทย” 

ซึ่งพูดถึงกรณีการจับกุมและดำเนินคดีกับนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ”ไผ่ ดาวดิน” นักศึกษาสาขาวิชากฎหมายและแกนนำนักกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตย ภายใต้ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากการแชร์รายงานข่าว BBC Thai อันมีเนื้อหาเกี่ยวกับพระราชประวัติของรัชกาลที่ 10 โดยคดีของไผ่เป็นคดีแรกในมาตรา 112  ภายใต้การปกครองของกษัตริย์พระองค์ใหม่ 

การที่ไผ่เป็นเพียงคนเดียวที่ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายแม้จะมีผู้แชร์รายงานข่าวชิ้นเดียวกันนี้กว่าอีก 2600 คน เป็นการแสดงให้เห็นถึงการเลือกใช้อำนาจทางกฎหมายอย่างปราศจากเหตุผลของรัฐไทยอันก่อให้เกิดการตั้งคำถามและความกังวลอย่างมากในหมู่นักวิชาการถึงระบอบการเมืองและการปกครองในอนาคตว่าจะดำเนินต่อไปอย่างไรหลังจากขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์พระองค์ใหม่ โดยไทเรลได้นำเสนอว่ากฎหมายพระราชบัญญัติมาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้นแท้จริงแล้วเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การแสดงความคิดเห็นหรือตั้งคำถามเกี่ยวสถาบันกษัตริย์อันเกี่ยวเนื่องกับสถาบันทางการเมืองยากที่จะเกิดขึ้นได้ในสังคมและแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยเสียด้วยซ้ำในทางกฎหมาย

ไทเรลได้ให้ข้อสรุปว่าหนทางการกลับเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตยหรือการกลับเข้าสู่การเป็นสังคมเปิดกว้างของไทยในอนาคตนั้นยังคงจะเป็นไปได้ยาก หากรัฐบาลไทยภายใต้แกนนำของคณะความสงบและมั่งคงแห่งชาติยังคงใช้กฎหมายพระราชบัญญัติมาตรา 112 เป็นเครื่องมือในการควบคุมการแสดงความคิดเห็นและการตั้งคำถามของประชาชนเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์อันสืบเนื่องและเกี่ยวข้องกับการเมือง

ผู้บรรยายในหัวข้อการเมืองในช่วงแรกนี้อีกท่านหนึ่งคือ ปวงชน อุนจะนำ นักศึกษาปริญญาเอกสาขารัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยคูนี่ และอาจารย์ภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร  โดยปวงชนได้นำเสนอส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์อันมีเนื้อหาและข้อมูลที่น่าสนใจในหัวข้อ ระบอบทุนนิยมกับสถาบันกษัตริย์ ( Capital and the Crown ) 

ปวงชนได้เริ่มการบรรยายโดยตั้งคำถามถึงความหมายที่แท้จริงของ “การสูญเสียอันยิ่งใหญ่ของประเทศไทยในช่วงเปลื่ยนรัชกาล” โดยพูดถึงแนวโน้มการลงทุนจากภาคธุรกิจ ไปจนถึงระบอบทุนนิยมทั้งจากในและนอกประเทศที่ลดลง ปวงชนได้นำเสนอและเปรียบเทียบถึงพัฒนาการของภาพลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ไทยในปัจจุบันที่ดีขึ้นและแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงจากภาพลักษณ์กษัตริย์ไทยโบราณในช่วงสมบูรณายาสิทธิราชย์ในช่วงก่อนการเปลื่ยนแปลงการปกครอง โดยปวงชนได้กล่าวว่าภาพลักษณ์ดังกล่าวมีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับนักธุรกิจและนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ปวงชนเรียกแนวคิดของความสัมพันธ์ระหว่างระบอบทุนนิยมจากนักธุรกิจและสถาบันกษัตริย์นี้ว่า “แฝดสยาม” ( Siamese Twins ) เนื่องจากเป็นความสัมพันธ์ซึ่งพัฒนาและเติบโตมาพร้อมกันอย่างแน่นแฟ้นและไม่สามารถแยกออกจากกันได้ โดยระบบความสัมพันธ์นี้เข็มแข็งและรุ่งเรืองมากในช่วงรัชกาลที่ 9 เนื่องจากการครองราชย์ยาวนานกว่า 70 ปีของพระองค์ ซึ่งในช่วงระยะเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศไทยกำลังค่อยๆเปลื่ยนผ่านจากประเทศเกษตรกรรมเข้าสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมและเกิดการขยายตัวของชนชั้นกลางอย่างรวดเร็ว โดยผลของแบบความสัมพันธ์ “แฝดสยาม” กับกลุ่มธุรกิจของสถาบันกษัตริย์ดังกล่าวนี้ส่งผลให้เงินในกองทุนทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและไม่ทรงต้องการเงินสนับสนุนจากรัฐบาลดังเช่นในอดีตอีกต่อไป

โดยท้ายสุดปวงชนได้ให้ข้อสังเกตสรุปเกี่ยวกับความสัมพันธ์แบบ “แฝดสยาม” นี้ว่าระบบดังกล่าวทำให้เกิดความสัมพันธ์ในแง่ผลประโยชน์ต่างตอบแทนระหว่างสถาบันกษัตริย์และภาคธุรกิจ ซึ่งอาจทำให้ระบอบทุนนิยมที่แท้จริงในประเทศนั้นเสียหายได้เป็นอย่างมาก โดยปวงชนคาดการว่าในอนาคตระบบความสัมพันธ์นี้จะยังถูกสงวนและรักษาไว้อย่างเหนียวแน่นโดยเครือข่ายพระมหากษัตริย์ และจะยังส่งผลกระทบแก่ระบอบการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ และสังคมของไทยในระยะยาวอย่างแน่นอน

politic02.jpg

การบรรยายในหัวข้อการเมืองในช่วงที่สอง นำโดย อัลเลน ฮิคกินส์ และ ดันแคน แมคคาโก โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับการทำประชามติรัฐธรรมนูญและข้อสังเกตจากประชามติดังกล่าวที่เชื่อมโยงกับปัญหาสามจังหวัดภาคใต้

อัลเลน ฮิคกินส์ ( Allen Hicken ) ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์และประชาธิปไตยใหม่ มหาวิทยาลัยมิชิแกน

เริ่มการสัมมนาในช่วงนี้ในหัวข้อ ควบคุม ประณีประนอม และถอยหลังเข้าคลอง : สถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบันโดยฮิคกินส์ได้นำเสนอผลการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2559 เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา ซึ่งผลประชามติลงคะแนนเห็นชอบทั้งสองประเด็นทั้งในประเด็นร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง โดยประชาชนลงมติเห็นชอบในประเด็นร่างรัฐธรรมนูญ 61.35% และเห็นชอบ 58.70% ในประเด็นคำถามพ่วง

ฮิคกินส์ได้ลำดับเหตุการณ์การร่างรัฐธรรมนูญมาจนถึงการลงนามประกาศใช้รัฐธรรมนูญเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา และนำเสนอบทวิเคราะห์และผลลัพธ์ทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นจากเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ 2559 โดยคร่าวสามประการคือ

  1. อำนาจส่วนใหญ่ของรัฐบาลเผด็จการยังคงอยู่ โดยรัฐธรรมนูญฉบับ 2559 ได้กำหนดวิธีการเลือกตั้งและวิธีการจัดสรรอำนาจให้ผู้ที่ชนะเลือกตั้งไม่สามารถควบคุมการดำเนินงานของรัฐได้ทั้งหมด และออกแบบวิธีการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมให้มีการใช้บัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว ซึ่งอาจส่งผลให้คะแนนเสียงของพรรคการเมืองใหญ่ลดลง พรรคขนาดกลางมีอำนาจต่อรองสูงขึ้นและส่งผลให้โอกาสที่จะเกิดรัฐบาลผสมที่ขาดเสถียรภาพทางการเมืองมีสูงขึ้น อันสามารถเปิดโอกาสให้เกิดนายกคนนอกซึ่งมาจากการแต่งตั้งได้

  2. เผด็จการพรรคการเมือง นอกเหนือจากการออกแบบการเลือกตั้งและข้อกำหนดในการจัดตั้งรัฐบาลแบบใหม่ของรัฐธรรมนูญ 2559 ที่ทำให้อำนาจของพรรคการเมืองและหัวหน้าพรรคการเมืองผู้ชนะการเลือกตั้งมีอำนาจลดน้อยลงแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับ 2559 ยังกำหนดให้สมาชิกวุฒิสภาสองร้อยห้าสิบนายในวาระแรกมาจากการแต่งตั้งอีกด้วย

  3. ลดความสำคัญและควบคุมผลคะแนนเสียงเลือกตั้งจากประชาชน โดยในกรณีนี้ฮิคกินส์ชี้ให้เห็นตั้งแต่กระบวนการการทำประชามติที่ไม่เป็นกลางของรัฐบาลคสช. รวมไปจนถึงกลไลการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการลงประชามติที่ไม่เปิดกว้างต่อการวิพากษ์วิจารณ์ต่อสาธารณะของรัฐบาลอีกด้วย 

โดยฮิคกินส์กล่าวโดยสรุปจากเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ 2559 ว่ารัฐบาลและนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งในอนาคตจะยังคงถูกควบคุมโดยตรงจากคณะคสช. โดยรัฐสภาและรัฐบาลไทยน่าจะยังคงต้องใช้เวลาอีกยาวนานกว่าจะเข้าสู่สภาวะเสถียรภาพและเสรีภาพทางการเมืองอย่างแท้จริง


ผู้ดำเนินการบรรยายท่านสุดท้ายในหัวข้อการเมืองได้แก่อาจารย์ ดันแคน แมคคาโก ( Duncan McCargo ) ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ประจำมหาวิทยาลัยลีดส์และผู้ผลักดันให้เกิดการสัมมนาวิชาการ Thailand Update 2017 ขึ้นในครั้งนี้ โดยดันแคนได้ร่วมบรรยายในหัวข้อ “ภาคใต้ : การจลาจลที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข

เช่นเดียวกับฮิคกินส์ ดันแคนเริ่มการบรรยายโดยการเสนอผลการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2559 เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา โดยดันแคนให้ความสนใจเป็นพิเศษไปที่ผลคะแนนเสียงประชามติที่เปลื่ยนแปลงไปอย่างมากจากเห็นชอบเป็นไม่เห็นชอบของพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้อันได้แก่ จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส 

เนื่องด้วยพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้อันประกอบไปด้วยประชากรประมาณ 1.8 ล้านคนนั้น ส่วนมากกว่า 80% เป็นชาวมุสลิม ดันแคนได้เห็นความเห็นว่าการที่คะแนนเสียงประชามติได้เปลื่ยนแปลงไปจากเห็นชอบเป็นไม่เห็นชอบนั้นน่าจะเกิดมาจากรัฐธรรมนูญมาตรา 67 อันระบุไว้ว่า 

“ รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาทเพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา และต้องมีมาตรการและกลไกในการ ป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใด และพึงส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชน มีส่วนร่วมในการดำเนินมาตรการหรือกลไกดังกล่าวด้วย ”

ซึ่งดันแคนมองว่าการที่รัฐธธรรมนูญกล่าวให้รัฐต้องสนับสนุนพระพุทธศาสนานั้น ย่อมทำให้ชาวมุสลิมซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ในเขตสามจังหวัตภาคใต้ไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน โดยดันแคนยังได้ยกตัวอย่างความรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศอันน่าจะเกี่ยวข้องกับการลงคะแนนเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เช่น การเกิดระเบิดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่อำเภอไทรบุรี และการเกิดระเบิดขนาดย่อมขึ้นในหลายพื้นที่ในช่วงเวลาหลังการลงประชามติ เมื่อ 11-12 สิงหาคม ทั้งที่ตรัง หัวหิน ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และพังงา อันทำให้เกิดผู้เสียชีวิตสี่คนและผู้บาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก

ดันแคนกล่าวทิ้งท้ายว่าแม้สถานการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะซับซ้อนวุ่นวาย และดูจะยังไม่มีทางออกที่ดีเนื่องจากรัฐธรรมนูญใหม่ได้ทำให้เกิดความสับสนและต่อต้านอย่างมากจากชาวมุสลิมในพื้นที่ แต่ในขณะเดียวกันเมื่อพยายามมองในแง่ดีก็คือรัฐบาลคสช.ยังพอมีความพยายามที่จะสานต่อการเจรจาสันติภาพต่อจากที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้ดำเนินการไว้ และในขณะเดียวกันกลุ่มขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี ( BRN ) เองก็มีแนวโน้มที่ต้องการเจรจาสันติภาพด้วยเช่นเดียวกัน





2. เศรษฐกิจ 

การบรรยายในหัวข้อเศรษฐกิจนี้นำโดย อาวิภาวี ศรีทองรุ่ง รองศาสตราจารย์ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน มหาวิทยาลัยวิชิทตา และกานดา นาคน้อย รองศาสตราจารย์ด้านเศรษศาสตร์ มหาวิทยาลัยคอนเนคติกัท

อาวิภาวีได้เปิดการบรรยายในด้านเศรษฐกิจภายใต้หัวข้อ เศรษฐกิจไทยภายหลังรัฐประหาร 2557 : งบประมาณและการประเมินงานด้านการเงินโดยพูดถึงภาพรวมและความเป็นมาของเศรษฐกิจไทยตั้งแต่ก่อนรัฐประหารทั้งในแง่อัตราดอกเบี้ยและปริมาณเงินทุนที่ไหลสู่เข้าประเทศ โดยอาวิภาวีได้ให้ข้อสังเกตในส่วนปริมาณหนี้สาธารณะของไทยว่ามีการเปลื่ยนแปลงอย่างผันผวนตั้งแต่ปี 1995 ซึ่งมีการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาไทยเป็นอย่างมาก รวมถึงนโยบายทางการคลังเกินดุลในขณะนั้นจึงทำให้หนี้สาธารณะลดลงจนแตะระดับ 5 เปอร์เซนต์ และกลับมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจากวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปีช่วงปี 2538 – 2545 จนลดลงอีกครั้งในช่วงปี 2545 – 2553 ตามนโยบายทางเศรษฐกิจของนายกฯทักษิณ และกลับมาเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งตั้งแต่ปี  2553 เป็นต้นมา เช่นเดียวกับ GDP ที่เพิ่มขึ้นอย่างเชื่องช้าเมื่อเทียบกับการเพิ่มขึ้นด้วยอัตราค่อนข้างคงที่ในช่วงปี 2541 – 2551 

 อาวิภาวีได้ให้ข้อมูลอีกว่านโยบายปัจจุบันของรัฐบาลทางด้านเศรษฐกิจในการอัดฉีดเงินเข้าระบบจะได้ผลเพียงแค่ระยะสั้นในช่วงสองถึงสามปีถัดจากนี้ โดยหลังจากนั้นผลของการอัดฉีดจะลดลงและทรงตัวในระยะยาว ซึ่งเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เนื่องจากรัฐบาลและแบงค์ชาติต้องการเพิ่มเงินสำรองระหว่างประเทศเพื่อลดค่าเงินเฟ้อซึ่งยิ่งเป็นการทำให้เงินไหลออกจากระบบมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน การใช้จ่ายของภาครัฐกลับน้อยลงเนื่องจากรัฐบาลไม่มีเงินทุนมากพอในการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม อันจะยิ่งเป็นผลให้การใช้จ่ายในประเทศยิ่งลดลงมากขึ้นไปอีก

ท้ายสุดอาวิภาวีได้สรุปว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยยังน่าจะไม่กระเตื้องขึ้นต่อไปอีกเป็นเวลาอย่างน้อย 4-5 ปี โดยอาวิภาวีได้ให้คำแนะนำแก่รัฐบาลว่าควรควบคุมการใช้จ่ายของภาครัฐอย่างเข้มงวด และการใช้จ่ายของภาครัฐดังกล่าวควรมุ่งเน้นและส่งเสริมและผลักดันเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างแท้จริง เช่น การลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานของชาติ การศึกษา และกระจายความเจริญออกสู่ชุมชน

econ.jpg

กานดา นาคน้อย รองศาสตราจารย์ด้านเศรษศาสตร์ มหาวิทยาลัยคอนเนคติกัท ได้ร่วมเข้าบรรยายเพิ่มเติมในด้านเศรษฐกิจของไทยในหัวข้อ เศรษฐกิจไทยและบทบาททางเศรษฐกิจของทหารไทยโดยอาจารย์กานดาเริ่มอธิบายถึงสภาพเศรษฐกิจไทยจากการมองย้อนกลับไปถึงตัวแปรทางเศรษฐกิจที่สำคัญอันได้แก่ GDP ของประเทศ โดย GDP ของไทยตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ของปี 2554 จนถึงปี 2559 มีแนวโน้มที่คนข้างทรงตัวอยู่ในระดับที่ไม่เกินกว่า 4% ต่อปีมากนัก โดยมีจุดที่น่าสนใจคือในช่วงปี 2555 ตัวเลข GDP ของไทยพุ่งสูงขึ้นถึง 6% ในช่วงไตรมาสที่สอง และ 15% ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีเดียวกัน โดยกานดาได้ให้ข้อคิดเห็นว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวน่าจะเกิดจากนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นให้เกิดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างเฉียบพลัน และการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในระยะสั้นของรัฐ แต่ GDP หลังจากนั้นของประเทศไทยก็ไม่เคยเพิ่มสูงขึ้นจนแตะระดับ 4% ต่อปีได้อีกเลย แม้ตัวเลขดังกล่าวจะเป็นเป้าหมายที่รัฐบาลของพลเอก ประยุทธ์ได้ตั้งไว้ก็ตาม

จากปี 2555 จนถึงปี 2559 แม้ว่าการส่งออกสุทธิมีอัตราส่วนเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากใน GDP ของแต่ละปี แต่ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นผลมาจากการลดการนำเข้าของสินค้าต่างๆเพื่อการผลิต ที่ทำให้การส่งออกมีมูลค่ามากกว่าการนำเข้าเป็นอย่างมาก ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับการลดตัวลงของการลงทุนของธุรกิจในสินค้าทุน แสดงให้เห็นถึงการขาดความมั่นใจในการลงทุนของภาคอุตสาหกรรมในการลงทุนภายใต้รัฐบาลทหาร นอกจากนี้ตัวเลขการใช้จ่ายของภาคเอกชนและกระแสเงินไหลเข้าจากต่างประเทศยังลดต่ำลงอย่างมากภายหลังรัฐประหารซึ่งสามารถสะท้อนได้ถึงการคาดการณ์ต่ออนาคตเศรษฐกิจของไทยในเชิงลบของภาคเอกชนและภาคการลงทุนจากชาวต่างชาติอีกด้วย

นอกจากนี้กานดายังได้แสดงความกังวลทางด้านเศรษฐกิจอีกหลายประการ ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาเงินทุนไหลออกนอกประเทศ ปัญหาการเติบโตของการส่งออกที่ค่อนข้างต่ำแต่การนำเข้าของไทยกลับยิ่งมีการเติบโตที่ต่ำกว่าการส่งออกเสียอีก และปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆในปัจจุบัน 

โดยกานดาได้เสนอนโยบายที่เป็นไปได้ในการสร้างผลบวกต่อเศรษฐกิจของประเทศอันได้แก่

  • การเพิ่มภาษีมรดกและลดการละเว้นภาษีในด้านต่างๆ

  • การเพิ่มภาษีที่ดิน

  • การเพื่มความสามารถในการจัดเก็บภาษีของรัฐบาล

  • การแปรสภาพบริษัทจากรัฐวิสาหกิจสู่เอกชนในบริษัทต่างๆ เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย และการบินไทย เพื่อให้ง่ายต่อการหาเงินสนับสนุนการลงทุนจากต่างชาติ

  • การลดขนาดของกองทัพและภาคราชการลง

โดยกานดากล่าวสรุปทิ้งท้ายถึงสภาพเศรษฐกิจไทยว่า แม้กองทัพจะมีแนวโน้มในการขยายการลงทุนทางเศรษฐกิจในไทยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่เศรษฐกิจไทยจะยังต้องใช้เวลาอีกนานในการฟิ้นตัว และอาจจะเป็นไปได้ยากมากในการทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งหากรัฐบาลยังไม่สามารถแก้ปัญหาการไหลออกของเงินทุนไปยังต่างประเทศและปัญหาหนี้สาธารณะที่จะเพิ่มขึ้นจนแตะระดับ 50% ของ GDP ตามการคาดการณ์ในปี 2563 





3. สื่อและความยุติธรรม

media.jpg

ในการบรรยายหัวข้อสุดท้ายของการสัมมนา Thailand Update เกี่ยวกับสื่อและความยุติธรรมนี้เริ่มโดย แฟรงค์ มังเกอร์ ( Frank Munger ) ศาสตราจารย์ด้านกฎหมาย จากโรงเรียนกฎหมายแห่งนิวยอร์ค 

โดยนำเสนอการบรรยายภายใต้หัวข้อ ศาลปกครอง : การพิจารณาคดีความขัดแย้งทางสังคม

ซึ่งมังเกอร์ได้เริ่มการบรรยายโดยแนะนำที่มาและหน้าที่ของศาลปกครองว่าเป็นศาลที่จัดตั้งขึ้นใหม่ตามรัฐธรรมนูญปี 2540 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองปี 2542 โดยมีหน้าที่เทียบเท่าศาลยุติธรรม ศาลปกครองมีที่พิจารณาพิพากษา “คดีปกครอง” ซึ่งเป็นคดีพิพาทของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และราชการส่วนท้องถิ่น เพื่อสร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้องในการปฏิบัติราชการ โดยศาลปกครองได้ถูกมองเป็นความหวังในด้านสิทธิแก่ประชาชนเนื่องจากเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐได้เป็นครั้งแรก

คดีการฟ้องร้องแก่ศาลปกครองมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตั้งแต่เริ่มที่ 5,382 คดี ในปี 2544 และเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดมาถึงกว่า 9,718 คดีในช่วงปี 2556 ซึ่งเป็นช่วงหนึ่งปีก่อนเกิดรัฐประหารรัฐบาลนายกยิ่งลักษณ์ และในขณะเดียวกันอัตราการดำเนินคดีของศาลปกครองก็เพิ่มขึ้นอย่างมากก้าวกระโดดในเขตภาคใต้ในช่วงปี 2555 - 2556 และภาคกลางในช่วงปี 2556 จนถึงปัจจุบัน โดยคดีส่วนมากเป็นคดีที่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งแวดล้อม

ศาลปกครองถูกตั้งขึ้นมาพร้อมกับศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญปีพ.ศ. 2540 โดยถึงแม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะค่อนข้างไม่มีความเป็นกลางอันเนื่องมาจากอำนาจของศาลได้ถูกครอบงำโดยอิทธิพลทางการเมือง แต่ศาลปกครองดูจะพอมีความคาดหวังได้มากกว่าบ้างเนื่องจากยังไม่น่าจะมีอิทธิพลทางการเมืองมาครอบงำมากนัก อย่างไรก็ตาม มังเกอร์ได้ตั้งข้อสังเกตว่าศาลปกครองยังคงมีช่องว่างในการเข้าถึงของประชาชน ตัวอย่างเช่น ประชาชนที่ทำงานในหน่วยงานรัฐก็อาจจะไม่กล้าฟ้องหน่วยงานตนเอง หรือประชาชนทั่วไปก็ยังไม่สามารถเข้าถึงสิทธิในการฟ้องร้องแก่ศาลปกครองได้โดยง่าย และทนายที่ทำงานทางด้านคดีดังกล่าวก็มีจำนวนน้อย และไม่มีความสามารถและความชำนาญที่เพียงพอ

มังเกอร์กล่าวโดยสรุปว่าระบบศาลปกครองของไทยยังคงต้องการการพัฒนาอีกมากทั้งในแง่การพัฒนาบุคลากรโดยยังทนายที่มีความสามารถอีกเป็นจำนวนมาก และในแง่การต่อสู้เพื่อความเป็นกลางและไม่มีอคติทางการเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีคดีที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่งคงของรัฐบาลเอง ซึ่งมังเกอร์คาดว่าการพัฒนาดังกล่าวน่าจะยังเกิดขึ้นได้ยากภายใต้ระบอบการปกครองแบบเผด็จการดั่งเช่นในปัจจุบัน 



เพ็ญจันทร์ โพธิ์บริสุทธิ์ นักศึกษาปริญญาเอกสาขานิเทศน์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยยูท่าห์ เป็นผู้ปิดงานสัมมนาวิชาการ Thailand Update 2017 ด้วยการนำเสนอบทวิเคราะห์ ขอบเขตที่ไม่มีขอบเขตของการต่อต้าน : การปราบปรามรอบใหม่ของรัฐบาลทหาร( Deterritorrializing Dissident Terrains : The Junta’s New Round of Suppression ) โดยเพ็ญจันทร์ได้มุ่งการนำเสนอไปที่สื่อที่สำคัญในการรับข่าวสารของคนไทยซึ่งก็คือโซเชียลมีเดีย

เพ็ญจันทร์กล่าวว่าตั้งแต่รัฐประหารในปี 2557 สื่อโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook และ Line ก็ได้กลายมาเป็นพื้นที่สำคัญในการต่อสู้และโต้แย้งกันทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ภาพล้อเลียนและการ์ตูนที่สร้างให้พื้นที่โต้แย้งทางการเมืองบน Facebook เต็มไปด้วยมีม ( meme ) ที่เข้าถึงได้ง่ายแต่เต็มไปด้วยพลังและความสดใส โดยหลังจากที่รัฐได้ล้มเหลวจากการพยายามควมคุมข้อมูลในเครือข่ายอินเตอร์เนตทั้งหมดด้วยนโยบายซิงเกิ้ลเกตเวย์ รัฐบาลทหารจึงได้พยายามมุ่งเข้าควบคุมพื้นที่โซเชียลมีเดียอันเป็นช่องทางสำคัญในการต่อสู้และโต้แย้งกันทางการเมืองแทน 

โดยการปราบปรามมุ่งเน้นหลักไปที่

  1. การสื่อสารและเครือข่ายส่วนบุคคล อันได้แก่ Facebook, Messenger และ Line โดยรัฐพยายามออกประกาศแนะนำการใช้โซเชียลมีเดียและจำกัดการเข้าถึงผู้ใช้ Facebook บางคนที่มีแนวความคิดต่อต้านรัฐบาลทหารอย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ และ นายแอนดรูว์ แม็กเกรเกอร์ มาร์แชลล์ โดยมีรายงานว่ารัฐบาลได้มีการเข้าพบกับผู้ก่อตั้ง Facebook เพื่อให้ช่วยจำกัดและกำจัด “เนื้อหาที่ไม่เหมาะสม” ออกจาก Facebook ซึ่งโดยทาง Facebook เองก็มีนโยบายที่จะปฎิบัติตามกฎหมายของประเทศผู้ใช้งานอยู่แล้วด้วย

  2. รายการวิทยุใต้ดิน เช่น Youtube โดยรัฐได้จับกุมผู้ทำรายการวิทยุและช่องรายการที่ผิดกฎหมายต่างๆ และพยายามจำกัดการเข้าถึงของรายการใต้ดินที่มีเนื้อหาต่อต้านรัฐบาล

  3. สื่อและสำนักงานข่าว โดยการออกกฎหมายและพระราชบัญญัติควบคุมสื่อ

เพ็ญจันทร์กล่าวโดยสรุปปิดท้ายการสัมมนาครั้งนี้ว่าทิศทางเสรีภาพบนอินเตอร์เนตและสื่อของไทยน่าจะยังเป็นในทางที่ไม่ดีเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะอย่างยื่งหลังจากการที่รัฐบาลใช้มาตรา 112 ในการสร้างความหวาดกลัวและควบคุมการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองบนโซเชียลมีเดีย จากรณีการจับกุมและดำเนินคดีนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ “ไผ่ ดาวดิน” จากเพียงการแชร์รายงานข่าว BBC บน Facebook ส่วนตัว







ขอขอบคุณ พลากร บูรณสัมปทานนท์ ผู้ช่วยแปลข้อมูลในหัวข้อเศรษฐกิจ


ฟังเนื้อหาสรุปเพิ่มเติมจากผู้บรรยายได้ที่ New York Southeast Asian Network - Youtube

( https://www.youtube.com/channel/UCYX9m4gL1ODhryW1tqo37kg )






Paul Chan : Rhi Anima

มีโอกาสแวะไปดูงานของ Paul Chan เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาที่ Greene Naftail Gallery แถวเชลซี สัญญากับตัวเองว่าต่อไปนี้จะลองฝึกเขียนให้มากขึ้น แถมแอบเป็นแฟนงาน Paul Chan มาซักพัก เลยมาลงที่ว่าลองเล่าสู่กันฟังผ่านตัวอักษรเสียหน่อยคงจะดี

Rhi Anima.jpg


รู้จัก Paul Chan ด้วยความบังเอิญปนตั้งใจครั้งแรกเมื่อตอนไปเล่นกับเฟอมที่ High Line ช่วงคริสมาสต์ปลายปี 2013

โนวว...ปล่าวเลยฮะ งานคุณ Paul ไม่ได้โชว์ที่ High Line หรอก แต่เป็นงาน shadowplay ของศิลปินคนหนึ่ง ( ที่เราจำชื่อกันไม่ค่อยได้เสียแล้วด้วยซ้ำ ) ที่ใช้เงาเป็น video Installation ฉายบนโปรเจคเตอร์อยู่ที่ High Line ต่างหาก

แต่ด้วยความบังเอิญปนเนิ้ดของพวกเรา ที่เริ่มจากแค่คุยกันว่าทำไมศิลปินเค้าเลือกไม่ฉายงานลงไปบนโครงสร้างของ High Line เลยกันนะ งาน installation ที่ใช้เรื่องราวของตัวสถาปัตยกรรมหรือสถานที่เองมาซ้อนเล่าเป็นความลึกอีกชั้นของเรื่องหลักที่เล่าอยู่แล้วมันจะน่าสนใจเพิ่มขึ้นได้แค่ไหนกันนะ ไปๆมาๆก็เลยจบลงด้วยการช่วยกันหาว่าใครอีกบ้างที่ทำงานแนว animation / video / Installation ร่วมกับบริบทอื่นๆบ้างแล้วก็บังเอิญมารู้จักกับ Paul Chan (ข้างเดียวน่ะนะ 55) ในคืนเดียวกันนั้นนั่นแหละ

Paul Chan เกิดเมื่อปี 1973 ที่ฮ่องกงและย้ายตามครอบครัวมาที่อเมริกาตั้งแต่อายุเพียง 7 ขวบ

Paul อายุมากกว่าพวกเราเพียงแค่สิบกว่าปี แต่เป็นทั้งศิลปิน นักเขียน ทำอนิเมชั่นและหนังสั้น เป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ศิลปะของตัวเอง แถมยังเป็น activist อีกต่างหาก เท่ซะไม่มี!

งานของ Paul ส่วนมากเป็นงานอนิเมชั่นและงานวีดีโอ แต่งานโปรดของ Paul ในใจพวกเรากลับเป็นงานที่ชื่อว่า “Waiting for Godot in New Orleans” ในปี 2007 ที่ Paul ร่วมกับ Ceative Time จัดละคอนนอกสถานที่ขึ้นในบริบทต่างๆของเมือง New Orleans ที่ค่อยๆผุพังล่มสลายหลังจากการเข้าถล่มของเฮอริเคนคาทริน่าในปี 2005 โดย Paul เลือกนำเอาบทละคอนอันโด่งดังของ Samuel Beckett ที่ชื่อว่า “Waiting for Godot” อันพูดถึงการรอคอย Godot ผู้ซึ่งไม่มีวันมาถึง มาเล่นซ้อนทับบนบริบทของเมือง New Orleans ที่กำลังเฝ้ารอการมาถึงของความช่วยเหลือที่ยังมาไม่ถึงเช่นกัน โดยนอกจากการใช้ละคอนแล้ว Paul ยังจัดตั้งกองทุนรับบริจาคเงินขึ้นเพื่อมาใช้ในการซ่อมแซมพื้นที่รอบๆบริเวณที่ใช้แสดงละคอนจริง ติดต่อกับผู้คนในเมืองเพื่อจัดการเรียนการสอนทั้งศิลปะและกิจกรรมฟื้นฟูอื่นๆตามที่ชาว New Orleans ต้องการเร่งด่วนในขณะนั้น

ร่ายนำซะยาว กลับมาที่งานของ Paul ชิ้นใหม่ที่เพิ่งไปดูมาดีกว่า 55

Paul Chan / Rhi Anima อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการเอางานส่วนหนึ่งของ “Nonprojections for New Lovers” ที่ชนะรางวัล Hugo Boss Prize ในปี 2014 ( แน่นอนว่าสนับสนุนโดย Hugo Boss นะฮะแหม ) มาคิดและขยายทำต่อ โดย Paul เลือกเอาส่วนที่เป็นผ้าไนลอนติดกับพัดลมมาเล่นใหม่และทดลองเพิ่มเติม

Paul ขายแนวคิดผ้าไนลอนติดพัดลมซึ่งบางครั้งดูไปก็คล้ายกับหุ่นผ้าลมโยกเยกหน้าปั๊มน้ำมันของเขาด้วยการเรียกเรียกมันว่า “Breathers” โดย Paul ได้ไอเดียนี้มาตั้งแต่ “Nonprojections for New Lovers” ที่พูดถึงแนวความคิดของกรีกโบราณที่แปลความหมายของคำว่า “pneuma” ได้หมายถึงทั้งลมหายใจ ( breath ) และจิตวิญญาณ ( spirit - หรือ anima ในภาษากรีกโบราณ ) โดยนำการซ้อนกันของความหมายทั้งสองของคำว่า “pneuma” นี้มาสร้าง “Body of Breather” หรือร่างวิญญาณที่เกิดขึ้นจากลมขึ้น 

นอกจากความหมายที่ Paul ต้องการสื่อถึงชีวิตอันเกิดจากความสัมพันธ์ของระหว่างลมหายใจและการเคลื่อนไหวแล้ว “Breathers” ยังเติมเต็มแนวความคิดของ Paul ที่ต้องการจะหลุดพ้นจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ งานดิจิตอล และงาน animation / video  installation แบบเดิมๆที่เขาเคยทำ และเปลื่ยนแนวคิดของภาพเคลื่อนไหว (moving image) โดยการสร้างรูปเคลื่อนไหวแบบสามมิติ (sculpter animation) ขึ้นมาแทนที่ได้อีกด้วย

นอกจากความหมายของตัว “Breathers” เองแล้ว สิ่งที่ Rhi Anima ทำได้ดีอีกส่วนหนึ่งคือการใช้เพียงความเรียบง่ายของหุ่นและการจัดวางมาเล่าเรื่องราวและสร้างอารมณ์ร่วมที่แตกต่างกันให้แก่ผู้ชมได้หลากหลาย โดยแม้การเคลื่อนไหวบางส่วนของหุ่นจะสามารถกำหนดได้ด้วยรูปแบบของการเย็บ แต่ความคาดเดาไม่ได้ของรูปทรงผ้าที่เกิดจากพัดลมและทำให้หุ่นเคลื่อนไหวคล้ายกับวิญญาณนั้นก็เป็นการมอบชีวิตที่แท้จริงให้กับหุ่นแต่ละตัว และทำให้คำว่า “pneuma” เป็นคำที่มีความหมาย มีชีวิต และสามารถแตะต้องได้ในโลกแห่งความเป็นจริง

Paul Chan / Rhi Anima จัดแสดงอยู่ที่ Greene Naftail Gallery - 508 West 26th Street 

จนถึงวันที่ 15 เมษายนนี้นะฮะ



อ้างอิง

http://creativetime.org/programs/archive/2007/chan/welcome.html

https://www.guggenheim.org/exhibition/the-hugo-boss-prize-2014

http://www.greenenaftaligallery.com/exhibitions/paul-chan-rhi-anima/press-release1

พิธีและมรณกรรมของประชาธิปไตยไทย

พิธีกรรมและมรณกรรมของประชาธิปไตยไทย
คริสเตียน เกรย์ : 30 พฤศจิกายน 2016

แปลบทความจาก : Ritual and the Demise of Thai Democracy

 Photo Credit : New Mandala

Photo Credit : New Mandala

คริสเตียน เกรย์ ได้ทำการวิเคราะห์อิทธิพลของภาพลักษณ์และพระราชสมบัติอันไม่เปิดเผยต่อสาธารณะของพระมหากษัตริย์ไทยซึ่งมีผลกระทบต่อระบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของประเทศ

เป็นที่ประจักษ์ต่อชาวโลกแล้วว่า ประเทศไทยภายใต้รัฐบาลเผด็จการทหารพร้อมการสนับสนุนอย่างรอบคอบจากกลุ่มผู้มีอำนาจจำนวนหนึ่ง กำลังเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการไว้ทุกข์อย่างเต็มรูปแบบให้แก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยเดชมหาราช

กษัตริย์รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี มีภาพลักษณ์เป็นผู้นำรุ่นใหม่ที่ทันสมัยแตกต่างจากกษัตริย์สยามโบราณในระบอบสมบูรณายาสิทธิราชย์ แม้ภาพลักษณ์ดังกล่าวโดยส่วนมากจะเกิดขึ้นจากการสร้างและช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ทั้งด้านเงินประชาสัมพันธ์ การสนับสนุนความรู้และความเชี่ยวชาญจากหน่วยงานต่างๆ ไปจนกระทั่งถึงความช่วยเหลือทางการทหารในช่วงยุค 1960s และ 1970s

โดยภาพลักษณ์ที่เป็นที่สรรเสริญในความดีงามจากการปกป้องชาติให้พ้นภัยคอมมิวนิสต์ นอกเหนือไปจากการเป็นเพียงสมมุติเทพและพุทธมามกะที่ดีตามแบบแผนของพระมหากษัตริย์ไทยแต่เดิมนั้น ไม่ว่าจะเป็นความจริงหรือเป็นเพียงภาพจินตนาการก็ตาม ส่วนนึงของภาพเหล่านี้แน่นอนว่าล้วนเกิดมาจากการใช้เงินสะสมจำนวนหลายพันล้านดอลลาห์ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ซึ่งไม่เคยเปิดเผยที่มาที่ไปของเงินแก่สายตาสาธารณะชนมาหลายทศวรรษเป็นส่วนสนับสนุน

เงินทรัพย์สินส่วนพระองค์หรือเงินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นเงินส่วนที่กษัตริย์และพระราชวงศานุวงศ์รับและดูแลไว้ด้วยความไว้ใจจากประชาชนเพื่อใช้ทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ (  held in trust fot the nation ) ด้วยความเป็นของส่วนพระองค์ของกษัตริย์ที่จะล่วงละเมิดมีได้ เงินส่วนดังกล่าวจึงเป็นความลับและไม่เคยถูกเปิดเผยแก่สายตาของสาธารณะชน แต่เป็นที่ทราบกันภายในระหว่างพระบรมวงศานุวงศ์และผู้นำทหารบางส่วน รวมไปจนถึงผู้ประกอบการธุรกิจที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพระราชวงศ์หรือธุรกิจที่ได้รับการสนับสนุนโดยราชวงศ์เป็นพิเศษ เช่น ธุรกิจและโครงการในพระราชทานต่างๆ

ด้วยเหตุอันเกี่ยวพันระหว่างความไว้วางใจจากประชาชนกับเงินทรัพสินย์ส่วนพระมหากษัตริย์นี้ ทำให้ภาพลักษณ์ของยุวกษัตริย์ที่อ่อนแอ ผู้ซึ่งชอบชื่นชอบปืนและรถแข่งค่อยๆถูกกำจัดออกไปตั้งแต่ช่วงแรกแริ่มของการขึ้นครองราชย์ในช่วงปี 1950s ภาพลักษณ์ใหม่ของในหลวงภูมิพลได้กลายมาเป็นกษัตริย์ผู้มีงานอดิเรกเป็นการเล่นดนตรีแจ๊ซ รักการถ่ายภาพ การวาดภาพ และชื่นชอบวิทยุสื่อสาร เป็นกษัตริย์ผู้ทรงไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ผุดผ่อง มีความเป็นกลางทางการเมือง และเป็นดั่งผู้รักษาดูแลจารีตประเพณีและคงไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อยของชาติ

การปฏิบัติพระราชกรณียกิจของพระองค์ได้รับการวางแผนอย่างแยบคายให้มีความครอบคลุมและหลากหลายในแต่ละยุคแห่งการขึ้นครองราชย์ตั้งแต่ปี 19th, 20th และ 21th ทำให้พระองค์มีภาพลักษณ์เป็นกษัตริย์ที่ดีงาม ตอบสนองกับอุดมการณ์และอุดมคติที่แตกต่างกันในสังคมไทยได้อย่างกว้างขวาง โดยพระอัจฉริยภาพอันยิ่งใหญ่และงานอดิเรกของพระองค์ได้ถูกเผยแพร่ออกไปแก่ประชาชนผ่านทางข่าวพระราชสำนักและช่องทางอื่นๆเพื่อเป็นการเสริมสร้างบารมีภายในประเทศ และในขณะเดียวกันก็นำเสนอภาพลักษณ์ด้านความเป็นกษัตริย์ผู้ถ่อมตน รักเดียวใจเดียว อบอุ่น และรักครอบครัว อันจะพอสังเกตได้บ้างจากรูปถ่ายส่วนพระองค์กับพระบรมวงศานุวงศ์ใกล้ชิดไปสู่ภายนอกประเทศ ลบภาพความทรงจำเก่าๆของกษัตริย์สยามในระบอบสมบูรณายาสิทธิราชย์ในช่วงล่าอาณานิคมที่ผังแน่นอยู่ในความคิดของชาติตะวันตกไปจนหมดสิ้น และทำให้พระองค์กลายมาเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่และที่ยอมรับของชาติตะวันตกอย่างแท้จริง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฎิบัติพระกรณียกิจและปกครองประเทศด้วยหลักทศพิธราชธรรมภายใต้การสนับสนุนและดูแลจากรัฐบาลสหรัฐ ทรงเริ่มสร้างและขยายอำนาจจากภาพลักษณ์และสถานะของพระองค์ที่สามารถมีอิทธิพลชี้นำทางการเมืองได้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยภารกิจของพระองค์นี้ได้ถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวางทำให้เป็นที่ปลาบปลื้มตื้นตันจากฝ่ายพันธมิตรทางการเมืองที่มีเสียงข้างน้อยและพันธมิตรทางธุรกิจทั้งหลาย และในขณะเดียวกันข่าวดังกล่าวก็ช่วยปกปิดข่าวการค้ายาเสพย์ติดของเหล่านายพลที่กำลังค่อยๆขึ้นมามีอำนาจในกองทัพภาคเหนือไปด้วย นอกจากนี้ความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจไปพร้อมกับประชาธิปไตยของพระองค์ก็สร้างความพึงพอใจให้กับทางสหรัฐอเมริกา โดยการปฎิบัติพระองค์ภายใต้หลักทศพิธราชธรรมนี้ทำให้ทรงประสบความสำเร็จในการสร้างภาพลักษณ์พระราชาผู้บริสุทธิ์และประเสริฐเฉกเช่นเดียวกับพระพุทธเจ้าและเหล่าพระสาวก และยิ่งทำให้การตรวจสอบใดๆที่เกียวข้องกับเงินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์สามารถถูกปิดเงียบเป็นความลับได้แน่นหนามากขึ้นไปอีก

ในขณะที่สุขภาพของในหลวงภูมิพลเริ่มค่อยๆเสื่อมถอยลง อิทธิพลของนาย ทักษิณ ชินวัตร นักธุรกิจชาวไทยเชื้อสายจีนผู้เป็นเจ้าของบริษัทโทรคมนาคมสื่อสารมูลค่าหลายพันล้านบาทก็กลับเริ่มขยายตัวมากขึ้น ด้วยความหวาดกลัวจากอิทธิพลใหม่นี้ รัฐไทยจึงกลับลดบทบาทของตนเข้าสู่ช่วงต้นของการปกครองที่ใช้ภาพลักษณ์ของกษัตริย์เป็นส่วนช่วยสร้างและสนับสนุนอำนาจให้แก่ผู้ปกครองของรัฐอีกครั้ง โดยกลุ่มอำนาจเก่านี้ได้การสนับสนุนจากเครือข่ายสถาบันพระมหากษัตริย์ นำโดยนาย เปรม ติณสูลานนท์ หัวหน้าองคมนตรี และความช่วยเหลือสนับสนุนอื่นๆจากเหล่าผู้อาวุโสในสำนักพระราชวัง โดยระบอบเครือข่ายสถาบันพระมหากษัตริย์อันมีภาพลักษณ์ผู้ทรงธรรมของในหลวงภูมิพลเป็นผู้นำนี้ก็ค่อนข้างเข้มแข็งมั่นคงและจะยืนยาวดีถ้าไม่ถูกรบกวนเป็นครั้งคราวด้วยภาพลักษณ์อันมืดมัวขององค์มกฎราชกุมารผู้ซึ่งส่วนมากเลือกที่จะพำนักอยู่นอกประเทศมาสร้างความระส่ำระสาย

จุดสำคัญที่สุดของระบอบเครือข่ายสถาบันพระมหากษัตริย์คือการดูแลรักษาภาพลักษณ์อันดีงามขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และกำจัดทำลายข้อกังขาอื่นๆนอกเหนือจากที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงทศพิธราชธรรมเมื่อถูกพาดพิงหรือกล่าวถึงออกไปเสียด้วยกฎหมายในข้อหาความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ราชอาณาจักรไทยภายใต้การควบคุมของเครือข่ายสถาบันพระมหากษัตริย์ในเวลาต่อมาจึงเข้าสู่การปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญที่ไม่ได้มาจากประชาชนแต่ควบคุมดูแลโดยกลุ่มคนบางกลุ่มที่มีอิทธิพลชี้นำนโยบายของรัฐ โดยกลุ่มคนเหล่านี้แท้ที่จริงแล้วก็คือกลุ่มพันธมิตรที่ไม่เปิดเผยระหว่าง นายทหาร ตำรวจ นักการเมือง และพระบรมวงศานุวงศ์บางส่วน ซึ่งร่วมกันดำเนินงานภายใต้กรอบของระบอบรัฐธรรมนูญผ่านรัฐสภาที่ไม่ได้มาจากประชาชนและระบบกระบวนการยุติธรรมที่ไม่มีความเป็นกลาง

ประชาชนผู้นับถือศาสนาพุทธและศาสนาอื่นทุกศาสนาล้วนเข้าใจในวัฏจักรของโลกและการเกิดแก่เจ็บตายไปในทางเดียวกัน ไม่แตกแยกหลากหลายเช่นเดียวกับความเข้าใจในวิถีกระบวนการทางประชาธิปไตยหรือรูปแบบการปกครองทางการเมืองอื่นๆ

ในหลวงภูมิพลเป็นตัวอย่างอันสมบูรณ์แบบที่แสดงให้เห็นถึงความไม่เที่ยงอันเป็นความจริงที่เที่ยงแท้ตามหลักคำสอนของศาสนาพุทธ เฉกเช่นมนุษย์ทั่วไปที่ต้องเผชิญกับความจริงสี่ประการอันได้แก่ การเกิด แก่ เจ็บ และตาย ในหลวงภูมิพลก็ต้องพบกับความเจ็บปวดที่เกิดจากสังขารที่อ่อนแอลงตามธรรมชาติ ชราภาพ และเสียชีวิตไปในที่สุดเช่นกัน

ในช่วงระยะสิบห้าวันแรกของพิธีพระศพ พระบรมวงศานุวงศ์นำโดยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมารได้นำพิธีสวดพระอภิธรรมศพแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัฐบาลเผด็จการทหารได้ออกแถลงการณ์ให้ประชาชนชาวไทยไว้ทุกข์เป็นเวลา 1 ปี มีคำสั่งปรองดองให้ประเทศไทยร่วมกันขจัดความขัดแย้งทางเมือง และแจ้งแก่สื่อมวลชนทั้งสื่อภาพและเสียงออนไลน์ให้เกาะสัญญานภาพและเสียงของสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจเพื่อนำเสนอเรื่องราวพระราชกรณียกิจในช่วงที่รุ่งเรืองที่สุดของพระองค์

แม้แผนการการขึ้นสืบพระราชสมบัติขององค์มกุฎราชกุมารจะไม่ถูกกล่าวถึงผ่านสื่อมวลชนในทันทีหลังจากการเสียชีวิตของในหลวงภูมิพล แต่พระบาทสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามกุฎราชกุมารก็ทรงทำลายข้อกังขาต่างๆในเรื่องคู่แข่งทางพระราชอำนาจและผู้ที่อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการขึ้นสืบราชสมบัติของพระองค์ได้อย่างปราณีตงดงามผ่านการเป็นผู้นำประกอบพิธีศพส่งพระบิดาสู่สวรรค์ตามธรรมเนียมโบราณ 

ด้วยความมั่นใจในพระอำนาจในฐานะรัชทายาทและเงินทรัพย์สินส่วนพระองค์จำนวนหลายพันล้านบาทเป็นตัวสนับสนุน พร้อมทั้งนิสัยส่วนพระองค์ที่เป็นที่รู้กันกว้างขวางว่าค่อนข้างเผด็จการและใช้นิยมความรุนแรงผ่านพระราชอำนาจจัดการทุกอย่างให้เป็นไปที่พระองค์ต้องการ ทรงปฎิเสธการขึ้นสืบราชสมบัติตามกฎหมายราชประเพณีในทันทีและมอบหมายให้พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ออกแถลงการณ์ในนามของพระองค์ว่าจะทรงรับเป็นกษัตริย์ตามหน้าที่แน่นอน แต่ขอให้รอการขึ้นสืบราชสมบัติไว้ก่อนเพื่อให้พระองค์ได้ร่วมแสดงความเสียใจไปพร้อมกับประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ และแต่งตั้งให้พลเอก เปรม ผู้ซึ่งเคยเป็นคู่แข่งทางพระราชอำนาจคนสำคัญขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนในช่วงระยะเวลาก่อนขึ้นครองราชย์อันทำให้ประเทศไทยต้องอยู่ในสถานะรัฐไร้กษัตริย์อยู่ช่วงเวลาหนึ่ง แต่ตลกร้ายที่สุดอีกประการหนึ่งคือ ถึงแม้พระองค์จะรับสั่งว่าให้ชะลอการขึ้นสืบพระราชสมบัติไว้เพื่อให้ได้มีเวลาร่วมเสียใจไปกับประชาชนชาวไทย แต่ตัวพระองค์เองก็ยังคงเดินทางไปกลับเยอรมันนีตามพระประสงค์ ตามนิสัยส่วนพระองค์ที่ไม่มีใครสามารถคาดเดาพระทัยได้และเนื่องด้วยยังคงมีที่พักอยู่ที่ประเทศเยอรมันนี

พิธีพระราชทานเพลิงศพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะถูกจัดขึ้นในปีหน้า อัฐิหลังเผาจะมีแผนจะถูกนำไปเก็บไว้ที่วัดบวรนิเวศวิหารอันเป็นวัดนิกายธรรมยุทธประจำของพระบรมวงศานุวงศ์ โดยอัฐิจะถูกจัดเก็บและแบ่งออกไปไว้ตามที่ต่างๆตามการตัดสินใจของพระบรมโอรสาธิราชสยามกุฎราชกุมารในอนาคต

เมื่อกาลเวลาผ่านไป เช่นเดียวกับเถ้ากระดูกของเจ้าชายสิทธัตถะที่ได้กลายเป็นพระบรมสารีริกธาตุอันศักดิ์สิทธิ์ อัฐิของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเองก็จะเพิ่มความศักสิทธิ์มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยพระเมตตาและบุญบารมีของพระองค์ที่มีต่อประชาชนซึ่งได้รับการเผยแพร่ออกไปอย่างแพร่หลายทั้งจากสื่อในและนอกประเทศ รัฐบาลได้ออกคำสั่งแถลงการณ์แนะนำการไว้ทุกข์ให้แก่ประชาชน เช่น วิธีการแต่งตัว การปฎิบัติตนและวิธีการวางตัวที่เหมาะสม และ นายประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีก็ได้ออกประกาศถวายพระราชสมัญญา “มหาราช” เป็นการชั่วคราวทันทีหลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสียชีวิตไปได้เป็นเวลาเพียงหนึ่งเดือนเพื่อดำรงรักษาไว้ซึ่งภาพลักษณ์ธรรมราชาของในหลวงภูมิพลอันจะมีผลช่วยปกป้องอำนาจและอภิสิทธิ์ของพระบรมวงศานุวงศ์ที่เหลือ

หลายทศวรรษแห่งการรอคอยเพื่อขึ้นสืบราชสมบัติ ในที่สุดมหาวชิราลงกรณ์ผู้ซึ่งมีนิสัยส่วนพระองค์เป็นที่น่ากังขาและสร้างความตกตะลึงแก่ผู้รู้เห็น และผู้ซึ่งนิยมการใช้อำนาจอาญาสิทธิ์ตามแบบกษัตริย์สยามโบราณในระบอบสมบูรณายาสิทธิราชย์ก็จะขึ้นครองราชย์และเริ่มรัชกาลอย่างเต็มภาคภูมิ พระองค์จะใช้ช่วงเวลาตั้งแต่เริ่มการไว้ทุกข์แก่พระราชบิดาและต่อไปจากนี้ในการสั่งสมบารมีต่อจากเสด็จพ่อของพระองค์ เช่นเดียวกับที่ในหลวงภูมิพลและกษัตริย์พระองค์อื่นได้กระทำสืบทอดกันมาด้วยการดำรงรักษาไว้ซึ่งภาพลักษณ์และบารมีที่ดีงามจากพระมหากษัตริย์นักปกครองดั่งเช่น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 และค่อยๆกำจัดภาพลักษณ์กษัตริย์ที่อ่อนแอออกไปเสีย 

สมเด็จพระบรมโอรสธิราชในฐานะกษัตริย์สามารถใช้พระราชอำนาจได้เต็มที่โดยไม่มีข้อจำกัดใดจากผู้อื่นนอกข้อจำกัดที่อาจเกิดจากพระองค์เอง เช่น พระพลานามัยและความเป็นไปได้ในการผลิตรัชทายาท หรือนิสัยส่วนตัวของพระองค์ที่อาจกระทบต่อภาพลักษณ์ของกษัตริย์ที่ดี เช่น ความสามารถในควบคุมพระอารมณ์ และพระดำริในการปกปิดรอยสักและรสนิยมส่วนพระองค์บางประการณ์ พระองค์สามารถใช้อำนาจอันสนับสนุนด้วยเงินส่วนพระองค์อีกหลายพันล้านนี้ในการควบคุมหรือแม้กระทั่งข่มขู่พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงให้ทำตามพระองค์ได้ตามต้องการ อีกทั้งสามารถใช้อำนาจและเงินดังกล่าวนี้ในการรักษาความสัมพันธ์กับกองทัพและเหล่าตำรวจให้แข็งแกร่งและเริ่มสร้างกองกำลังรักษาความปลอดภัยส่วนพระองค์ให้เข้มแข็งได้จากภายในสู่ภายนอกเช่นเดียวกับรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 9

องค์มกุฎราชกุมารหรือรัชกาลที่ 10 จะเป็นผู้รับและดูแล ”เงินบริจาค” - อันเป็นเงินที่ต้องใช้ในการเริ่มเข้าร่วมธุรกิจของคนไทยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน - เข้าเป็นเงินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยเงินบริจาคกว่าพันล้านบาทที่ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยที่มาและหลั่งไหลเข้าสู่พระบรมหาราชวังนี้ ล้วนมาจากนักธุรกิจไทยเชื้อสายจีนที่ดำเนินธุรกิจของตนภายใต้ราชอาณาจักรไทยและพระปนิธานที่แน่วแน่ของพระราชบิดา เงินเหล่านี้ส่วนหนึ่งมีผลในการช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่นภายใต้ความเป็น”ไทย” และแสดงออกซึ่งความรักชาติอันเป็นค่านิยมที่ดีของชาวไทยซึ่งรัฐบาลเผด็จการทหารพยายามจะกำหนดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้

การรักษาไว้ซึ่งความสัมพันธ์ที่ดีกับคณะสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่หรือการจัดการชำระและจัดระเบียบสงฆ์และเถรสมาคมใหม่ตามพระราชอำนาจอันเป็นหน้าที่แรกที่สำคัญขององค์ธรรมราชาอาจจะไม่เป็นที่น่าสนใจขององค์มกุฎราชกุมารหรือรัชกาลที่ 10 เท่าใดนัก ดังที่พระองค์ได้เรียนรู้จากพระราชบิดามาแล้วว่า พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้กุมอำนาจยิ่งใหญ่ที่สุดเพียงหนึ่งเดียว ผู้อื่นที่เข้ามาถวายงานด้วยผลประโยชน์เช่นเหล่านายพลต่างๆ จะขึ้นมาตามอำนาจเพียงชั่วครั้งคราวเท่านั้น ดังนั้น พระสังฆราช พระบรมวงศานุวงศ์ นายพล หรือนักธุรกิจผู้ใดที่ต่อต้านและไม่อ่อนน้อมต่อพระองค์ อาจจะต้องพบว่าตนเองได้พลาดการได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดพิธีหนึ่งของชาติอันเป็นที่จับตามองของประชาชน อันเป็นการพลาดการเข้าสู่ภาพลักษณ์แห่งอำนาจใหม่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไปด้วย 

การแสดงตนในฐานะพุทธมากะและปฎิบัติตามพิธีกรรมทางพุทธศาสนาในรัฐที่นับถือศาสนาพุทธย่อมเป็นการรักษาไว้ซึ่งภาพลักษณ์ของกษัตริย์ที่น่าเคารพบูชา การที่ทรงอนุญาตให้ประชาชนสามารถเข้าร่วมไว้ทุกข์และแสดงความอาลัยไปได้พร้อมกับพระองค์ได้เป็นการเปลื่ยนมุมองของพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลใหม่และเริ่มรับภาพลักษณ์ของพระบิดาอันได้แก่ ความไม่ถือตน สันโดษ แน่วแน่ เสียสละ และช่วยเหลือผู้ยากไร้เอาไว้ และในขณะเดียวกันก็ค่อยๆลบภาพลักษณ์ขององค์รัชทายาทที่เจ้าชู้หลักลอยออกไปอย่างช้าๆ แต่ด้วยความคาดเดาพระทัยไม่ได้ขององค์รัชกาลที่ 10 ผู้ซึ่งอาจเลิกและเดินจากไปได้เสมอพร้อมกับพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์หากทรงพบเหตุการณ์ที่ไม่พอใจ ประเทศไทยก็อาจจะกลายเป็นอาณาจักรที่ถูกทำลายแก่นความเชื่ออันเป็นหลักยึดถือหนึ่งของชาติไปอย่างถาวรได้เช่นเดียวกัน

ประชาธิปไตยที่สนับสนุนโดยพระมหากษัตริย์ภายใต้การนำของในหลวงภูมิพลที่ซึ่งกำลังจะได้รับถวายพระราชสมัญญาเป็นมหาราชนั้นอาจจะไม่เคยเกิดขึ้นและไม่มีอยู่จริง การออกมาต่อต้านคอมมิวนิสต์ของพระองค์ในช่วงกลางรัชกาลนั้นได้รับการเปิดเผยแล้วว่าแท้จริงเป็นเพียง “การแสดง” ที่ได้รับคำแนะนำมาจากสหรัฐอเมริกาเพื่อสนับสนุนนโยบายระหว่างประเทศและโปรโมทแนวความคิดแบบประชาธิปไตยของสหรัฐอเมริกาให้แก่ชาวต่างชาติเองทั้งสิ้น โดยในหลวงภูมิพลปฏิบัติตามเพื่อต้องการรักษาไว้ซึ่งความช่วยเหลือทางทหารจากสหรัฐอเมริกาเท่านั้น 

จากเท่าที่เห็นในขณะนี้ ประชาธิปไตยในประเทศไทยได้ตายไปหมดเสียแล้วจากความซับซ้อนของระบบอันเกิดจากการรักษาภาพลักษณ์ บารมี และพระราชทรัพย์ที่สั่งสมมาเป็นจำนวนมากของในหลวงภูมิพล ร่วมกับการปฏิเสธที่จะลงจากอำนาจของเหล่านายพลชั้นผู้ใหญ่ทั้งหลาย โดยปมทั้งหมดนี้อาจจะเริ่มคลี่คลายลงได้ด้วยการแก้ตามต้นตอที่มาของเงินทั้งหลายไปนั่นเอง