พิธีและมรณกรรมของประชาธิปไตยไทย

พิธีกรรมและมรณกรรมของประชาธิปไตยไทย
คริสเตียน เกรย์ : 30 พฤศจิกายน 2016

แปลบทความจาก : Ritual and the Demise of Thai Democracy

 Photo Credit : New Mandala

Photo Credit : New Mandala

คริสเตียน เกรย์ ได้ทำการวิเคราะห์อิทธิพลของภาพลักษณ์และพระราชสมบัติอันไม่เปิดเผยต่อสาธารณะของพระมหากษัตริย์ไทยซึ่งมีผลกระทบต่อระบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของประเทศ

เป็นที่ประจักษ์ต่อชาวโลกแล้วว่า ประเทศไทยภายใต้รัฐบาลเผด็จการทหารพร้อมการสนับสนุนอย่างรอบคอบจากกลุ่มผู้มีอำนาจจำนวนหนึ่ง กำลังเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการไว้ทุกข์อย่างเต็มรูปแบบให้แก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยเดชมหาราช

กษัตริย์รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี มีภาพลักษณ์เป็นผู้นำรุ่นใหม่ที่ทันสมัยแตกต่างจากกษัตริย์สยามโบราณในระบอบสมบูรณายาสิทธิราชย์ แม้ภาพลักษณ์ดังกล่าวโดยส่วนมากจะเกิดขึ้นจากการสร้างและช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ทั้งด้านเงินประชาสัมพันธ์ การสนับสนุนความรู้และความเชี่ยวชาญจากหน่วยงานต่างๆ ไปจนกระทั่งถึงความช่วยเหลือทางการทหารในช่วงยุค 1960s และ 1970s

โดยภาพลักษณ์ที่เป็นที่สรรเสริญในความดีงามจากการปกป้องชาติให้พ้นภัยคอมมิวนิสต์ นอกเหนือไปจากการเป็นเพียงสมมุติเทพและพุทธมามกะที่ดีตามแบบแผนของพระมหากษัตริย์ไทยแต่เดิมนั้น ไม่ว่าจะเป็นความจริงหรือเป็นเพียงภาพจินตนาการก็ตาม ส่วนนึงของภาพเหล่านี้แน่นอนว่าล้วนเกิดมาจากการใช้เงินสะสมจำนวนหลายพันล้านดอลลาห์ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ซึ่งไม่เคยเปิดเผยที่มาที่ไปของเงินแก่สายตาสาธารณะชนมาหลายทศวรรษเป็นส่วนสนับสนุน

เงินทรัพย์สินส่วนพระองค์หรือเงินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นเงินส่วนที่กษัตริย์และพระราชวงศานุวงศ์รับและดูแลไว้ด้วยความไว้ใจจากประชาชนเพื่อใช้ทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ (  held in trust fot the nation ) ด้วยความเป็นของส่วนพระองค์ของกษัตริย์ที่จะล่วงละเมิดมีได้ เงินส่วนดังกล่าวจึงเป็นความลับและไม่เคยถูกเปิดเผยแก่สายตาของสาธารณะชน แต่เป็นที่ทราบกันภายในระหว่างพระบรมวงศานุวงศ์และผู้นำทหารบางส่วน รวมไปจนถึงผู้ประกอบการธุรกิจที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพระราชวงศ์หรือธุรกิจที่ได้รับการสนับสนุนโดยราชวงศ์เป็นพิเศษ เช่น ธุรกิจและโครงการในพระราชทานต่างๆ

ด้วยเหตุอันเกี่ยวพันระหว่างความไว้วางใจจากประชาชนกับเงินทรัพสินย์ส่วนพระมหากษัตริย์นี้ ทำให้ภาพลักษณ์ของยุวกษัตริย์ที่อ่อนแอ ผู้ซึ่งชอบชื่นชอบปืนและรถแข่งค่อยๆถูกกำจัดออกไปตั้งแต่ช่วงแรกแริ่มของการขึ้นครองราชย์ในช่วงปี 1950s ภาพลักษณ์ใหม่ของในหลวงภูมิพลได้กลายมาเป็นกษัตริย์ผู้มีงานอดิเรกเป็นการเล่นดนตรีแจ๊ซ รักการถ่ายภาพ การวาดภาพ และชื่นชอบวิทยุสื่อสาร เป็นกษัตริย์ผู้ทรงไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ผุดผ่อง มีความเป็นกลางทางการเมือง และเป็นดั่งผู้รักษาดูแลจารีตประเพณีและคงไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อยของชาติ

การปฏิบัติพระราชกรณียกิจของพระองค์ได้รับการวางแผนอย่างแยบคายให้มีความครอบคลุมและหลากหลายในแต่ละยุคแห่งการขึ้นครองราชย์ตั้งแต่ปี 19th, 20th และ 21th ทำให้พระองค์มีภาพลักษณ์เป็นกษัตริย์ที่ดีงาม ตอบสนองกับอุดมการณ์และอุดมคติที่แตกต่างกันในสังคมไทยได้อย่างกว้างขวาง โดยพระอัจฉริยภาพอันยิ่งใหญ่และงานอดิเรกของพระองค์ได้ถูกเผยแพร่ออกไปแก่ประชาชนผ่านทางข่าวพระราชสำนักและช่องทางอื่นๆเพื่อเป็นการเสริมสร้างบารมีภายในประเทศ และในขณะเดียวกันก็นำเสนอภาพลักษณ์ด้านความเป็นกษัตริย์ผู้ถ่อมตน รักเดียวใจเดียว อบอุ่น และรักครอบครัว อันจะพอสังเกตได้บ้างจากรูปถ่ายส่วนพระองค์กับพระบรมวงศานุวงศ์ใกล้ชิดไปสู่ภายนอกประเทศ ลบภาพความทรงจำเก่าๆของกษัตริย์สยามในระบอบสมบูรณายาสิทธิราชย์ในช่วงล่าอาณานิคมที่ผังแน่นอยู่ในความคิดของชาติตะวันตกไปจนหมดสิ้น และทำให้พระองค์กลายมาเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่และที่ยอมรับของชาติตะวันตกอย่างแท้จริง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฎิบัติพระกรณียกิจและปกครองประเทศด้วยหลักทศพิธราชธรรมภายใต้การสนับสนุนและดูแลจากรัฐบาลสหรัฐ ทรงเริ่มสร้างและขยายอำนาจจากภาพลักษณ์และสถานะของพระองค์ที่สามารถมีอิทธิพลชี้นำทางการเมืองได้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยภารกิจของพระองค์นี้ได้ถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวางทำให้เป็นที่ปลาบปลื้มตื้นตันจากฝ่ายพันธมิตรทางการเมืองที่มีเสียงข้างน้อยและพันธมิตรทางธุรกิจทั้งหลาย และในขณะเดียวกันข่าวดังกล่าวก็ช่วยปกปิดข่าวการค้ายาเสพย์ติดของเหล่านายพลที่กำลังค่อยๆขึ้นมามีอำนาจในกองทัพภาคเหนือไปด้วย นอกจากนี้ความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจไปพร้อมกับประชาธิปไตยของพระองค์ก็สร้างความพึงพอใจให้กับทางสหรัฐอเมริกา โดยการปฎิบัติพระองค์ภายใต้หลักทศพิธราชธรรมนี้ทำให้ทรงประสบความสำเร็จในการสร้างภาพลักษณ์พระราชาผู้บริสุทธิ์และประเสริฐเฉกเช่นเดียวกับพระพุทธเจ้าและเหล่าพระสาวก และยิ่งทำให้การตรวจสอบใดๆที่เกียวข้องกับเงินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์สามารถถูกปิดเงียบเป็นความลับได้แน่นหนามากขึ้นไปอีก

ในขณะที่สุขภาพของในหลวงภูมิพลเริ่มค่อยๆเสื่อมถอยลง อิทธิพลของนาย ทักษิณ ชินวัตร นักธุรกิจชาวไทยเชื้อสายจีนผู้เป็นเจ้าของบริษัทโทรคมนาคมสื่อสารมูลค่าหลายพันล้านบาทก็กลับเริ่มขยายตัวมากขึ้น ด้วยความหวาดกลัวจากอิทธิพลใหม่นี้ รัฐไทยจึงกลับลดบทบาทของตนเข้าสู่ช่วงต้นของการปกครองที่ใช้ภาพลักษณ์ของกษัตริย์เป็นส่วนช่วยสร้างและสนับสนุนอำนาจให้แก่ผู้ปกครองของรัฐอีกครั้ง โดยกลุ่มอำนาจเก่านี้ได้การสนับสนุนจากเครือข่ายสถาบันพระมหากษัตริย์ นำโดยนาย เปรม ติณสูลานนท์ หัวหน้าองคมนตรี และความช่วยเหลือสนับสนุนอื่นๆจากเหล่าผู้อาวุโสในสำนักพระราชวัง โดยระบอบเครือข่ายสถาบันพระมหากษัตริย์อันมีภาพลักษณ์ผู้ทรงธรรมของในหลวงภูมิพลเป็นผู้นำนี้ก็ค่อนข้างเข้มแข็งมั่นคงและจะยืนยาวดีถ้าไม่ถูกรบกวนเป็นครั้งคราวด้วยภาพลักษณ์อันมืดมัวขององค์มกฎราชกุมารผู้ซึ่งส่วนมากเลือกที่จะพำนักอยู่นอกประเทศมาสร้างความระส่ำระสาย

จุดสำคัญที่สุดของระบอบเครือข่ายสถาบันพระมหากษัตริย์คือการดูแลรักษาภาพลักษณ์อันดีงามขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และกำจัดทำลายข้อกังขาอื่นๆนอกเหนือจากที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงทศพิธราชธรรมเมื่อถูกพาดพิงหรือกล่าวถึงออกไปเสียด้วยกฎหมายในข้อหาความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ราชอาณาจักรไทยภายใต้การควบคุมของเครือข่ายสถาบันพระมหากษัตริย์ในเวลาต่อมาจึงเข้าสู่การปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญที่ไม่ได้มาจากประชาชนแต่ควบคุมดูแลโดยกลุ่มคนบางกลุ่มที่มีอิทธิพลชี้นำนโยบายของรัฐ โดยกลุ่มคนเหล่านี้แท้ที่จริงแล้วก็คือกลุ่มพันธมิตรที่ไม่เปิดเผยระหว่าง นายทหาร ตำรวจ นักการเมือง และพระบรมวงศานุวงศ์บางส่วน ซึ่งร่วมกันดำเนินงานภายใต้กรอบของระบอบรัฐธรรมนูญผ่านรัฐสภาที่ไม่ได้มาจากประชาชนและระบบกระบวนการยุติธรรมที่ไม่มีความเป็นกลาง

ประชาชนผู้นับถือศาสนาพุทธและศาสนาอื่นทุกศาสนาล้วนเข้าใจในวัฏจักรของโลกและการเกิดแก่เจ็บตายไปในทางเดียวกัน ไม่แตกแยกหลากหลายเช่นเดียวกับความเข้าใจในวิถีกระบวนการทางประชาธิปไตยหรือรูปแบบการปกครองทางการเมืองอื่นๆ

ในหลวงภูมิพลเป็นตัวอย่างอันสมบูรณ์แบบที่แสดงให้เห็นถึงความไม่เที่ยงอันเป็นความจริงที่เที่ยงแท้ตามหลักคำสอนของศาสนาพุทธ เฉกเช่นมนุษย์ทั่วไปที่ต้องเผชิญกับความจริงสี่ประการอันได้แก่ การเกิด แก่ เจ็บ และตาย ในหลวงภูมิพลก็ต้องพบกับความเจ็บปวดที่เกิดจากสังขารที่อ่อนแอลงตามธรรมชาติ ชราภาพ และเสียชีวิตไปในที่สุดเช่นกัน

ในช่วงระยะสิบห้าวันแรกของพิธีพระศพ พระบรมวงศานุวงศ์นำโดยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมารได้นำพิธีสวดพระอภิธรรมศพแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัฐบาลเผด็จการทหารได้ออกแถลงการณ์ให้ประชาชนชาวไทยไว้ทุกข์เป็นเวลา 1 ปี มีคำสั่งปรองดองให้ประเทศไทยร่วมกันขจัดความขัดแย้งทางเมือง และแจ้งแก่สื่อมวลชนทั้งสื่อภาพและเสียงออนไลน์ให้เกาะสัญญานภาพและเสียงของสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจเพื่อนำเสนอเรื่องราวพระราชกรณียกิจในช่วงที่รุ่งเรืองที่สุดของพระองค์

แม้แผนการการขึ้นสืบพระราชสมบัติขององค์มกุฎราชกุมารจะไม่ถูกกล่าวถึงผ่านสื่อมวลชนในทันทีหลังจากการเสียชีวิตของในหลวงภูมิพล แต่พระบาทสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามกุฎราชกุมารก็ทรงทำลายข้อกังขาต่างๆในเรื่องคู่แข่งทางพระราชอำนาจและผู้ที่อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการขึ้นสืบราชสมบัติของพระองค์ได้อย่างปราณีตงดงามผ่านการเป็นผู้นำประกอบพิธีศพส่งพระบิดาสู่สวรรค์ตามธรรมเนียมโบราณ 

ด้วยความมั่นใจในพระอำนาจในฐานะรัชทายาทและเงินทรัพย์สินส่วนพระองค์จำนวนหลายพันล้านบาทเป็นตัวสนับสนุน พร้อมทั้งนิสัยส่วนพระองค์ที่เป็นที่รู้กันกว้างขวางว่าค่อนข้างเผด็จการและใช้นิยมความรุนแรงผ่านพระราชอำนาจจัดการทุกอย่างให้เป็นไปที่พระองค์ต้องการ ทรงปฎิเสธการขึ้นสืบราชสมบัติตามกฎหมายราชประเพณีในทันทีและมอบหมายให้พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ออกแถลงการณ์ในนามของพระองค์ว่าจะทรงรับเป็นกษัตริย์ตามหน้าที่แน่นอน แต่ขอให้รอการขึ้นสืบราชสมบัติไว้ก่อนเพื่อให้พระองค์ได้ร่วมแสดงความเสียใจไปพร้อมกับประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ และแต่งตั้งให้พลเอก เปรม ผู้ซึ่งเคยเป็นคู่แข่งทางพระราชอำนาจคนสำคัญขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนในช่วงระยะเวลาก่อนขึ้นครองราชย์อันทำให้ประเทศไทยต้องอยู่ในสถานะรัฐไร้กษัตริย์อยู่ช่วงเวลาหนึ่ง แต่ตลกร้ายที่สุดอีกประการหนึ่งคือ ถึงแม้พระองค์จะรับสั่งว่าให้ชะลอการขึ้นสืบพระราชสมบัติไว้เพื่อให้ได้มีเวลาร่วมเสียใจไปกับประชาชนชาวไทย แต่ตัวพระองค์เองก็ยังคงเดินทางไปกลับเยอรมันนีตามพระประสงค์ ตามนิสัยส่วนพระองค์ที่ไม่มีใครสามารถคาดเดาพระทัยได้และเนื่องด้วยยังคงมีที่พักอยู่ที่ประเทศเยอรมันนี

พิธีพระราชทานเพลิงศพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะถูกจัดขึ้นในปีหน้า อัฐิหลังเผาจะมีแผนจะถูกนำไปเก็บไว้ที่วัดบวรนิเวศวิหารอันเป็นวัดนิกายธรรมยุทธประจำของพระบรมวงศานุวงศ์ โดยอัฐิจะถูกจัดเก็บและแบ่งออกไปไว้ตามที่ต่างๆตามการตัดสินใจของพระบรมโอรสาธิราชสยามกุฎราชกุมารในอนาคต

เมื่อกาลเวลาผ่านไป เช่นเดียวกับเถ้ากระดูกของเจ้าชายสิทธัตถะที่ได้กลายเป็นพระบรมสารีริกธาตุอันศักดิ์สิทธิ์ อัฐิของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเองก็จะเพิ่มความศักสิทธิ์มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยพระเมตตาและบุญบารมีของพระองค์ที่มีต่อประชาชนซึ่งได้รับการเผยแพร่ออกไปอย่างแพร่หลายทั้งจากสื่อในและนอกประเทศ รัฐบาลได้ออกคำสั่งแถลงการณ์แนะนำการไว้ทุกข์ให้แก่ประชาชน เช่น วิธีการแต่งตัว การปฎิบัติตนและวิธีการวางตัวที่เหมาะสม และ นายประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีก็ได้ออกประกาศถวายพระราชสมัญญา “มหาราช” เป็นการชั่วคราวทันทีหลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสียชีวิตไปได้เป็นเวลาเพียงหนึ่งเดือนเพื่อดำรงรักษาไว้ซึ่งภาพลักษณ์ธรรมราชาของในหลวงภูมิพลอันจะมีผลช่วยปกป้องอำนาจและอภิสิทธิ์ของพระบรมวงศานุวงศ์ที่เหลือ

หลายทศวรรษแห่งการรอคอยเพื่อขึ้นสืบราชสมบัติ ในที่สุดมหาวชิราลงกรณ์ผู้ซึ่งมีนิสัยส่วนพระองค์เป็นที่น่ากังขาและสร้างความตกตะลึงแก่ผู้รู้เห็น และผู้ซึ่งนิยมการใช้อำนาจอาญาสิทธิ์ตามแบบกษัตริย์สยามโบราณในระบอบสมบูรณายาสิทธิราชย์ก็จะขึ้นครองราชย์และเริ่มรัชกาลอย่างเต็มภาคภูมิ พระองค์จะใช้ช่วงเวลาตั้งแต่เริ่มการไว้ทุกข์แก่พระราชบิดาและต่อไปจากนี้ในการสั่งสมบารมีต่อจากเสด็จพ่อของพระองค์ เช่นเดียวกับที่ในหลวงภูมิพลและกษัตริย์พระองค์อื่นได้กระทำสืบทอดกันมาด้วยการดำรงรักษาไว้ซึ่งภาพลักษณ์และบารมีที่ดีงามจากพระมหากษัตริย์นักปกครองดั่งเช่น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 และค่อยๆกำจัดภาพลักษณ์กษัตริย์ที่อ่อนแอออกไปเสีย 

สมเด็จพระบรมโอรสธิราชในฐานะกษัตริย์สามารถใช้พระราชอำนาจได้เต็มที่โดยไม่มีข้อจำกัดใดจากผู้อื่นนอกข้อจำกัดที่อาจเกิดจากพระองค์เอง เช่น พระพลานามัยและความเป็นไปได้ในการผลิตรัชทายาท หรือนิสัยส่วนตัวของพระองค์ที่อาจกระทบต่อภาพลักษณ์ของกษัตริย์ที่ดี เช่น ความสามารถในควบคุมพระอารมณ์ และพระดำริในการปกปิดรอยสักและรสนิยมส่วนพระองค์บางประการณ์ พระองค์สามารถใช้อำนาจอันสนับสนุนด้วยเงินส่วนพระองค์อีกหลายพันล้านนี้ในการควบคุมหรือแม้กระทั่งข่มขู่พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงให้ทำตามพระองค์ได้ตามต้องการ อีกทั้งสามารถใช้อำนาจและเงินดังกล่าวนี้ในการรักษาความสัมพันธ์กับกองทัพและเหล่าตำรวจให้แข็งแกร่งและเริ่มสร้างกองกำลังรักษาความปลอดภัยส่วนพระองค์ให้เข้มแข็งได้จากภายในสู่ภายนอกเช่นเดียวกับรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 9

องค์มกุฎราชกุมารหรือรัชกาลที่ 10 จะเป็นผู้รับและดูแล ”เงินบริจาค” - อันเป็นเงินที่ต้องใช้ในการเริ่มเข้าร่วมธุรกิจของคนไทยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน - เข้าเป็นเงินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยเงินบริจาคกว่าพันล้านบาทที่ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยที่มาและหลั่งไหลเข้าสู่พระบรมหาราชวังนี้ ล้วนมาจากนักธุรกิจไทยเชื้อสายจีนที่ดำเนินธุรกิจของตนภายใต้ราชอาณาจักรไทยและพระปนิธานที่แน่วแน่ของพระราชบิดา เงินเหล่านี้ส่วนหนึ่งมีผลในการช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่นภายใต้ความเป็น”ไทย” และแสดงออกซึ่งความรักชาติอันเป็นค่านิยมที่ดีของชาวไทยซึ่งรัฐบาลเผด็จการทหารพยายามจะกำหนดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้

การรักษาไว้ซึ่งความสัมพันธ์ที่ดีกับคณะสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่หรือการจัดการชำระและจัดระเบียบสงฆ์และเถรสมาคมใหม่ตามพระราชอำนาจอันเป็นหน้าที่แรกที่สำคัญขององค์ธรรมราชาอาจจะไม่เป็นที่น่าสนใจขององค์มกุฎราชกุมารหรือรัชกาลที่ 10 เท่าใดนัก ดังที่พระองค์ได้เรียนรู้จากพระราชบิดามาแล้วว่า พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้กุมอำนาจยิ่งใหญ่ที่สุดเพียงหนึ่งเดียว ผู้อื่นที่เข้ามาถวายงานด้วยผลประโยชน์เช่นเหล่านายพลต่างๆ จะขึ้นมาตามอำนาจเพียงชั่วครั้งคราวเท่านั้น ดังนั้น พระสังฆราช พระบรมวงศานุวงศ์ นายพล หรือนักธุรกิจผู้ใดที่ต่อต้านและไม่อ่อนน้อมต่อพระองค์ อาจจะต้องพบว่าตนเองได้พลาดการได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดพิธีหนึ่งของชาติอันเป็นที่จับตามองของประชาชน อันเป็นการพลาดการเข้าสู่ภาพลักษณ์แห่งอำนาจใหม่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไปด้วย 

การแสดงตนในฐานะพุทธมากะและปฎิบัติตามพิธีกรรมทางพุทธศาสนาในรัฐที่นับถือศาสนาพุทธย่อมเป็นการรักษาไว้ซึ่งภาพลักษณ์ของกษัตริย์ที่น่าเคารพบูชา การที่ทรงอนุญาตให้ประชาชนสามารถเข้าร่วมไว้ทุกข์และแสดงความอาลัยไปได้พร้อมกับพระองค์ได้เป็นการเปลื่ยนมุมองของพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลใหม่และเริ่มรับภาพลักษณ์ของพระบิดาอันได้แก่ ความไม่ถือตน สันโดษ แน่วแน่ เสียสละ และช่วยเหลือผู้ยากไร้เอาไว้ และในขณะเดียวกันก็ค่อยๆลบภาพลักษณ์ขององค์รัชทายาทที่เจ้าชู้หลักลอยออกไปอย่างช้าๆ แต่ด้วยความคาดเดาพระทัยไม่ได้ขององค์รัชกาลที่ 10 ผู้ซึ่งอาจเลิกและเดินจากไปได้เสมอพร้อมกับพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์หากทรงพบเหตุการณ์ที่ไม่พอใจ ประเทศไทยก็อาจจะกลายเป็นอาณาจักรที่ถูกทำลายแก่นความเชื่ออันเป็นหลักยึดถือหนึ่งของชาติไปอย่างถาวรได้เช่นเดียวกัน

ประชาธิปไตยที่สนับสนุนโดยพระมหากษัตริย์ภายใต้การนำของในหลวงภูมิพลที่ซึ่งกำลังจะได้รับถวายพระราชสมัญญาเป็นมหาราชนั้นอาจจะไม่เคยเกิดขึ้นและไม่มีอยู่จริง การออกมาต่อต้านคอมมิวนิสต์ของพระองค์ในช่วงกลางรัชกาลนั้นได้รับการเปิดเผยแล้วว่าแท้จริงเป็นเพียง “การแสดง” ที่ได้รับคำแนะนำมาจากสหรัฐอเมริกาเพื่อสนับสนุนนโยบายระหว่างประเทศและโปรโมทแนวความคิดแบบประชาธิปไตยของสหรัฐอเมริกาให้แก่ชาวต่างชาติเองทั้งสิ้น โดยในหลวงภูมิพลปฏิบัติตามเพื่อต้องการรักษาไว้ซึ่งความช่วยเหลือทางทหารจากสหรัฐอเมริกาเท่านั้น 

จากเท่าที่เห็นในขณะนี้ ประชาธิปไตยในประเทศไทยได้ตายไปหมดเสียแล้วจากความซับซ้อนของระบบอันเกิดจากการรักษาภาพลักษณ์ บารมี และพระราชทรัพย์ที่สั่งสมมาเป็นจำนวนมากของในหลวงภูมิพล ร่วมกับการปฏิเสธที่จะลงจากอำนาจของเหล่านายพลชั้นผู้ใหญ่ทั้งหลาย โดยปมทั้งหมดนี้อาจจะเริ่มคลี่คลายลงได้ด้วยการแก้ตามต้นตอที่มาของเงินทั้งหลายไปนั่นเอง