Adam Curtis on the Dangers of Self-Expression

Adam Curtis พูดถึงอันตรายของการแสดงความเป็นตัวเอง (The Dangers of Self-Expression)
บทความจาก : Adam Curtis on the Danger of Self-Expression
แปลร่วมกับ ณฐพล บุญประกอบ

 Photo Credit : https://twitter.com/Zer0Books/status/842176115066191874

Photo Credit : https://twitter.com/Zer0Books/status/842176115066191874

ศิลปะก็ดี การแสดงความเป็นตัวเองก็เยี่ยม แต่ศิลปะหรือการแสดงถึงความเป็นตัวเองอาจจะไม่ดีเสมอไปเมื่อเราใช้มันเป็นเพียงสิ่งทดแทนการแสดงออกทางการเมืองเพื่อจะเปลี่ยนแปลงโลกหรือท้าทายต่ออำนาจ

ศิลปะคือหนทางที่ดีในการกลั่นกรองและอธิบายโลกและบรรยากาศแห่งอารมณ์ในห้วงเวลาหนึ่ง จิตรกรบางคนที่วาดรูปเมียและครอบครัวของพวกนักธุรกิจหน้าเลือดจากศตวรรษที่ 19 นั้นบ่งบอกเราได้เป็นอย่างดีว่าโลกสมัยนั้นมันเป็นยังไง

สิ่งที่เกิดขึ้นช่วงต้น 1970s นับเป็นการเปลี่ยนแปลงของแนวความคิดทางการเมือง ผู้คนเริ่มการใช้การแสดงความเป็นตัวเองเป็นทางเลือกใหม่ในการสื่อถึงความคิดทางการเมืองและท้าทายเรื่องเลวร้ายต่างๆในโลกมากขึ้น แต่การแสดงความเป็นตัวเองเพียงอย่างเดียวเปลื่ยนแปลงท้าทายอะไรโลกไม่ได้หรอก เพราะโลกทั้งใบก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการแสดงความเป็นตัวเองอยู่แล้ว

ไม่แน่ว่ามันอาจจะมีแนวทางสุดโต่งใหม่ๆในการมองโลก ทางเลือกสดใหม่ที่น่าตื่นเต้นซึ่งเรายังไม่เคยเห็นมาก่อนเพราะมันช่างแตกต่างจากสิ่งที่เราจะสามารถคาดถึงได้มากเกินไป ทุกยุคสมัยต่างมีสิ่งที่คนสมัยนั้นเชื่ออย่างลึกซึ้ง จนกระทั่ง 50 ปีต่อมา พอมองย้อนกลับมาแล้วถึงจะบอกได้ว่า “โหย ดูดิ พวกเขาตามน้ำกันขนาดไหน” คุณลองดูรูปถ่ายในบาร์สมัย 1930 สิทุกคนต่างใส่เสื้อ สวมหมวกรูปร่างเหมือนกันเป๊ะ

เราอาจจะมองกลับไปที่การแสดงความเป็นตัวเองว่าเป็นการปฎิบัติตามแบบแผนที่มองไม่เห็นในยุคของเรา ซึ่งไม่ได้แปลว่ามันแย่ และไม่ได้แปลว่ามันเป็นของปลอมเปลือก มันเป็นอย่างนั้นเพราะทุกคนทำแบบนั้น แล้วประเด็นคืออะไร ทุกคนก็นำเสนอความเป็นตัวเองกันทุกวันนั่นแหละ

พวกเราทุกคนต่างนำเสนอความเป็นตัวเอง มันคือแบบแผนที่มองไม่เห็นของยุคสมัยเรา พวกเขา(ในอนาคต) จะมองย้อนกลับมาบอกว่า “โหย มันคล้ายๆพวกที่ใส่หมวกเหมือนๆกันในยุค ‘30s เลยเนอะ พวกเขาแสดงความเป็นตัวเองกันใหญ่”แท้จริงแล้วการแสดงความเป็นตัวเองคือสิ่งที่พวกเรามองไม่เห็น มันก็เหมือนกับที่เราพูดกันว่าเราทุกคนไม่ได้สร้างงานศิลปะได้เพียงแค่เพราะอยากจะสร้างนั่นแหละ เพราะศิลปะเองก็ไม่ได้มองมาจากภายนอกได้สุดโต่งหรือออกมาจากภายในแบบฮิปสเตอร์ได้ขนาดนั้น เพราะที่จริงแล้วการแสดงความเป็นตัวเองก็คือทุกสิ่งรวมกัน มันคือแบบแผนอย่างหนึ่ง 


ปัจเจกนิยม
ประวัติศาสตร์ของการแสดงความเป็นตัวเองในปัจจุบันมีที่มาตั้งแต่ยุคฮิปปี้พร้อมๆกับการล่มสลายของฝ่ายซ้ายใหม่ในตอนปลาย 60’s และช่วงต้น 70’s Patti Smith เขียนหนังสือที่น่าสนใจมากเล่มหนึ่งชื่อ “Just Kids” ซึ่งเป็นบันทึกความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับ Robert Mapplethorpe โดยเธอชัดเจนมากว่า คนแบบเธอโคตรเซ็งกับไอเดียในการอุทิศตัวเองไปกับการเดินประท้วงกับฝูงชน เพราะว่ามันส่งผลอะไรบ้างงั้นหรอ? ประท้วงกับฝูงชนแม่งไม่ส่งผลอะไรทั้งนั้นไงล่ะ

ดังนั้นสิ่งที่พวกเราทำก็คือการเสนอความเป็นตัวของตัวเองแทน พวกเราแสดงความโกรธที่มีต่อระบบโดยใช้วิธีจินตนาการเป็นอีกทางเลือกให้กับความล้มเหลวของฝ่ายซ้าย นี่คือจุดเริ่มต้นที่ Patti เล่าและมันน่าตื่นเต้นมาก คุณสามารถสัมผัสความตื่นเต้นนั้นได้จากหนังสือของเธอ

ผมเคยทำซีรี่ส์ที่ชื่อ “The Century of the Self” ซึ่งผมชี้ให้เห็นว่า ทุนนิยมในยุค 70’s ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง เพราะทุนนิยมได้หนีไปจากไอเดียที่ว่า แค่ขายสินค้าที่เหมือนๆกันไปทุกคนก็จะได้ดูเหมือนกันแล้วก็ใส่เสื้อผ้าเหมือนๆกันไปหมดแล้ว ทุนนิยมนิยามตัวเองใหม่ และเริ่มขายสินค้าที่หลากหลายกว่าเดิมให้คุณเพื่อที่คุณจะสามารถแสดงความเป็นตัวของตัวเองได้

สิ่งที่ดูเหมือนขบถหรือต่อต้านสำหรับศิลปิน แท้จริงแล้วคือการสะท้อนบางสิ่งที่พวกศิลปินไม่ชอบอันเกิดขึ้นลึกลงไปในโครงสร้างของอำนาจ ระบบทุนนิยมก็สะท้อนสิ่งนี้เช่นเดียวกันนั่นแหละ

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับยุคสมัยของเราคือ ไม่ว่าความหมายในงานศิลปะของคุณจะสุดโต่งแค่ไหน ถ้าคุณวิพากษ์มันโดยใช้การแสดงความเป็นตัวเองเป็นหลักยึด นั่นแปลว่าแท้จริงแล้วคุณกลับกำลังส่งเสริมโครงสร้างอำนาจที่คุณพยายามจะล้มล้าง เพราะโครงสร้างอำนาจที่คุณกำลังวิพากษ์อยู่นั้นก็ยึดถือการแสดงความเป็นตัวเองเป็นเป้าหมายสูงสุดเช่นกัน

ทุนนิยมล้วนประกอบมาจากการแสดงความเป็นตัวเอง ; ศิลปะก็ล้วนแต่พูดถึงการแสดงความเป็นตัวเอง แต่ศิลปะเองถ้าไม่อยู่ใน movement ของสังคมก็จะไม่มีradical อีกต่อไป ศิลปะกลายเป็นหัวใจของแบบแผนที่มองไม่เห็นในยุคสมัยใหม่ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมทุกอย่างจึงไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะการวิพากษ์แบบสุดโต่งจากศิลปะได้กลายเป็นรูปแบบการแสดงออกซึ่งเป็นแก่นแกนของโครงสร้างอำนาจที่มันพยายามปฏิเสธ โครงสร้างที่ทำให้ทุกอย่างเป็นกลาง ทำให้ทุกอย่างเป็นหมัน  


อำนาจ
ถ้าคุณอยากทำให้โลกน่าอยู่ขึ้นคุณต้องเริ่มเปลื่ยนแปลงจากแหล่งต้นตอของอำนาจ แต่ต้นตอแห่งอำนาจมองเห็นได้ยากมากเมื่อเราอาศัยอยู่ในโลกที่เรามองเห็นตัวเองเป็นปัจเจกชนที่มีเสรีภาพ เพราะเมื่อคุณเป็นปัจเจกชนที่มีเสรีภาพ คุณไม่คิดถึงเรื่องอำนาจอย่างจริงจังหรอก คุณคิดแค่ว่าคุณจะมีอิทธิพลกับโลกยังไง

สิ่งที่คุณมองไม่เห็น คือสิ่งที่คนในอดีตมองเห็นได้ชัดเจนกว่า เมื่อคุณอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อน คุณจะมีพลังมาก คุณสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆได้ คุณมีความมั่นใจแม้มีสิ่งใดผิดพลาด ไม่เหมือนตอนที่อยู่ตัวคนเดียว นั่นคือเหตุผลว่าทำไมคอนเซปทั้งหมดของอำนาจถึงได้หดหายไป พวกเราถูกส่งเสริมให้พูดเกี่ยวกับตัวเองและความรู้สึกที่เรามีต่อผู้อื่น เราไม่ได้ถูกส่งเสริมให้มองว่าตัวเราเป็นส่วนหนึ่งของอะไรก็ตาม

แต่คอมพิวเตอร์รู้ความจริง มันมองเราเป็นกลุ่มก้อน แท้จริงแล้วมนุษย์ต่างมีความเหมือน พวกเรามีความต้องการ ความมุ่งหมาย และความกลัวเหมือนๆกัน คอมพิวเตอร์มองเห็นสิ่งเหล่านี้ผ่านสหสัมพันธ์และแบบแผนต่างๆ

คอมพิวเตอร์สามารถมองเห็นเราเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ แม้วิธีการคิดของมันจะช่างน่าเบื่อและสนใจรวบรวมข้อมูลของพวกเราเพียงเพื่อขายของให้เราเท่านั้น แต่แท้ที่จริงคอมพิวเตอร์สามารถมอบอำนาจความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับอัตลักษณ์ร่วมกันระหว่างกลุ่มคนหลายๆกลุ่ม เพียงแค่ไม่มีใครเคยนำข้อมูลนี้มาใช้ สิ่งที่คอมพิวเตอร์เหล่านี้กุมเอาไว้คือช่องทางในการมองเห็นกลุ่มใหม่ๆ และอัตลักษณ์ร่วมกันของพวกเรา

เสรีภาพ
การแสดงความเป็นตัวเองร่วมกันนั้นเป็นเรื่องการเมืองสมัยเก่า คุณแสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันร่วมกับกลุ่มผู้คนโดยการยอมละวางตัวตนเพื่อเข้าร่วม โดยตัวอย่างที่ทรงพลังที่สุดของการแสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในอเมริกาก็คือ ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมือง ( the Civil Rights Movement )

ในปี 1950 นักกิจกรรมผิวขาวรุ่นเยาว์จำนวนหนึ่งได้เดินทางลงใต้เพื่อทำงานร่วมกับนักกิจกรรมผิวดำเป็นเวลาหลายปี หลายๆคนถูกกระทืบ บางคนก็ถูกฆ่าตาย พวกเขาเหล่านี้อุทิศตัวเองเพื่อบางสิ่งบางอย่าง และพวกเขาก็เปลี่ยนแปลงโลกด้วยพลังนั้น นิยามของเสรีภาพนั้นมีหลายแบบ ไอเดียเรื่องเสรีภาพที่ร่วมสมัยนั้นส่วนใหญ่มักหมายถึงความเป็นปัจเจกนิยม “ฉัน” ซึ่งหมายถึงปัจเจกชนนั้นต้องการเป็นอิสระ ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ยังมีนิยามของเสรีภาพอีกแบบหนึ่งซึ่งกล่าวง่ายๆว่า “การได้รับใช้ใครสักคนคือเสรีภาพที่สมบูรณ์แบบ” การอุทิศตัวเองให้พระเจ้า คือการปลดปล่อยตัวเองจากกรงขังที่เกิดจากความปรารถนาและความเห็นแก่ตัวของตนเอง ตัวตนของคุณขยายใหญ่ขึ้น คุณกลายเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง

ไอเดียเรื่องการแสดงความเป็นตัวเองของปัจเจกบุคคลมีความย้อนแย้งอยู่อย่างหนึ่ง การแสดงความเป็นตัวเองแม้จะให้ความรู้สึกอิสระไร้ขอบเขตเพราะอุดมการณ์ของยุคสมัยเราคือเป็นตัวของตัวเองและได้ทำในสิ่งที่อยากทำ แต่หากมองกลับจากอีกมุมหนึ่ง ปัจเจกก็เป็นการจำกัดตัวเราเช่นกันเพราะทั้งหมดที่เรามีคือมีเพียงความปรารถนาของเราเอง ยังมีสิ่งอื่นที่สามารถช่วยเราเป็นอิสระจากข้อจำกัดนั้นได้เช่นกัน และมันคือเสรีภาพอีกประเภทหนึ่ง


ตำนานปรัมปรา
วันก่อนผมเคยอ่านหนังสือของนักสังคมวิทยาชื่อ Max Weber ย้อนกลับไปเมื่อปี 1920 เขาเคยทำนายว่าพวกเราจะถูกควบคุมในยุคระบบราชการ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายขวาหรือฝ่ายซ้าย แต่เราต่างก็กำลังก้าวเข้าสู่สิ่งที่เรียกว่า “กรงเหล็กของความมีเหตุมีผล” กรงนี้จะเป็นโลกอันงดงามที่ทุกสิ่งทุกอย่างถูกจัดระเบียบและดูแลอย่างสมเหตุสมผล แต่สิ่งที่สูญเสียไปคือ เสน่ห์ มันจะกลายเป็นยุคสมัยอันไร้เสน่ห์ คุณจะคิดถึงความรู้สึกที่ความงดงามและเร้นลับซึ่งแฝงอยู่ในความลึกลับเหล่านั้น เขาบอกว่า “ราคาที่คุณต้องจ่ายเพื่อก้าวเข้าไปอยู่ในกรงเหล็กคือคุณจะสูญสิ้นซึ่งเสน่ห์” บางทีผมก็สงสัยว่าพวกทฤษฏีสมคบคิดทั้งหลายอาจจะเป็นความพยายามที่จะทำให้โลกนี้กลับมามีเสน่ห์แบบบิดๆเบี้ยวๆก็เป็นได้

เหมือนว่าศาสนากำลังมาเคาะประตูและพยายามจะกลับมาใหม่ในรูปแบบที่แปลกประหลาดและบิดเบี้ยวความรู้สึกเร้นลับที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของเราที่มีต่อโลก สิ่งเหล่านี้มันคือความรู้สึกที่คุณได้จากพวกนักทฤษฎีสมคบคิดนั่นแหละถ้าคุณเคยได้ลองคุยกับพวกเขา ไอ้พวกความรู้สึกน่าเกรงขามจนแทบจะกลายเป็นความเพ้อฝันที่มีต่อสิ่งลึกลับดำมืดซึ่งเหตุและผลไม่สามารถทะลุทะลวงไปถึงได้นี้มันก็เข้าทำนองเดียวกับแนวคิดคำสอนของศาสนานั่นแหละ

บางที สิ่งที่พยายามจะกลับเข้ามาในโลกของเราอาจจะเป็นเสน่ห์จากความไร้เหตุผลบางอย่าง และทางเดียวที่มันจะกลับเข้ามาได้ก็คือพวกช่องทางพิลึก บิดๆเบี้ยวๆ เหล่านี้ การล่มสลายของทุนนิยมกลายเป็นการถูกจัดสรรโดยความไร้เสน่ห์อันสุดจะมีเหตุมีผลจากการควบคุมโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง* มันกลายเป็นกรงเหล็ก มันกักขังเรา ตำนานในรูปแบบใหม่จึงพยายามหาทางกลับเข้ามา

ตำนานลึกลับที่พยายามจะอธิบายสิ่งต่างๆที่เราไม่เข้าใจ และมอบการปลอบโยนที่เหนือกว่าการดำรงอยู่ของเรา ผมคิดว่ามันดีมากเลยนะ พวกเราขาดสิ่งนี้ไป ลองใช้พลังของตำนานอย่างเรื่องศาสนาแล้วไปพูดเรื่องอำนาจดู พูดอย่างที่พวกข่าวธรรมดาๆ น่าเบื่อๆ และถูกจำกัดโดยเหตุผลและหลักการทำไม่ได้ดูสิ พลังนั้นจะทำให้เรื่องฟังดูน่าทึ่งขึ้นอย่างงดงามเลยล่ะ

ละครจะกลายเป็นอะไรที่โครตมาในยุคของพวกเราเลยล่ะ ละครคือการได้สัมผัสถึงการปลดปล่อยสูงสุดและกระโดดหนีออกจากกรงขังแห่งเหตุและผลที่ล้มเหลวซึ่งเราอาศัยอยู่โดยที่สภาวะการเงินคอยบอกให้เราทำสิ่งนั้น หรือกำชับอย่างเคร่งครัดว่าให้ทำสิ่งนี้ ที่แม่งโคตรจำกัด ที่แม่งโคตรน่าเบื่อ

เคล็ดลับของการแสดงความเป็นตัวเองน่าจะอยู่ที่การแสดงความเป็นตัวเองควรยังทำให้คุณรู้สึกว่าคุณยังเป็นเสรีชนและเป็นปัจเจก ความเป็นปัจเจกอย่างสุดโต่งของยุคสมัยเรานั้นไม่สามารถหยุดยั้งได้อีกต่อไป คุณไม่มีทางหยุดมันได้ คุณจำต้องปล่อยให้ผู้คนยังรู้สึกว่าพวกเขาเป็นอิสระ เป็นปัจเจก แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็รู้สึกว่ากำลังอุทิศตนให้กับบางสิ่งบางอย่างที่สุดยอด ที่ยิ่งใหญ่กว่า และทรงพลังกว่า ซึ่งจะพาพวกเขาไปสู่อนาคตที่อยู่เหนือไปกว่าการดำรงอยู่ของพวกเขาเอง และนั่นแหละคือสิ่งที่ผู้คนกำลังปรารถนา

จากบทสนทนากับ Yancey Strickler
มีนาคม 14, 2017

Essential Adam Curtis: